|
พิธีเหยาใหญ่หรือไหว้ครูหมอเหยาใหญ่
เป็นพิธีกรรมที่สำคัญพิธีหนึ่งของชาวกะเลิง
ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเลิง
กะเลิง
เป็นชนเผ่าที่อยู่กระจัดกระจายตามหมู่บ้านต่างๆ ของจังหวัดมุกดาหาร,
จังหวัดนครพนม, และจังหวัดสกลนคร แต่ชุมชนที่ใหญ่และหนาแน่นของชาวกะเลิงจะอยู่ในอำเภอกุดบาก
จังหวัดสกลนคร ได้แก่ ที่บ้านบัว, บ้านกุดแฮด,
บ้านกุดบาก,บ้านนาขาม,บ้านโพนงาม และบ้านหนองสะไน
ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในเขต เทือกเขาภูพาน
เป็นที่ยอมรับกันว่ากลุ่มกะเลิงมีถิ่นเดิมอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่
น้ำโขง แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากะเลิงอพยพมาเมื่อใด
แต่จากการบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ในบ้านบัว
จังหวัดสกลนครพอจะเป็นที่ยืนยันได้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขา
อพยพหนีสงครามฮ่อ ซึ่งทำให้ชาวกะเลิงเดือดร้อน
จึงได้อพยพมาจากเมืองภูวานาเด้ง
ชาวกะเลิงในเขตจังหวัดสกลนครหลังจากอพยพมา
ก็พากันตั้งหมู่บ้านในเขตใกล้ๆ กับตัวเมืองสกลนคร
เหมือนอย่างที่บ้านนายอ,บ้านโพนงาม, บ้านดงมะไฟ แต่มีจำนวนไม่มากนัก
ผู้นำชาวกะเลิงที่เป็นกลุ่มใหญ่ได้อพยพพรรคพวกขึ้นไปตั้งหลักแหล่งตามที่ราบ
เทือกเขาพภูพาน การอพยพขึ้นไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเทือกเขาภูพานนั้น
ก็เพื่อให้พวกเขาได้ไกล้ชิดกับธรรมชาติเท่าที่พวกเขาจะพึ่งพาและคุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวงได้
ประเพณีและความเชื่อ
ความเชื่อของกะเลิงนั้นลักษณะความเชื่อที่ผสมผสานระหว่าง
ผี, พุทธ, พราหมณ์ มีความผูกพันกับวิถีชีวิต และธรรมชาตสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่หล่อหลอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
โดยแสดงออกออกผ่านวิถีชีวิต พิธีกรรม และงานบุญประเพณีต่างๆ
ของหมู่บ้าน ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ความเชื่อเรื่องผีปู่ตา
ผีปู่ตา
ซึ่งเป็นผีของบรรพบุรุษที่มีความสำคัญมากของหมู่บ้าน
ปู่ตาสามารถคุ้มครองชาวบ้านในหมู่ บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข
ป้องกันภัยพิบัติทั้งปวงที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่หมู่บ้านได้
ศาลปู่ตาหรือดอนปู่ตานี้เป็นสถานที่ที่เกิดมาพร้อมกับตั้งหมู่บ้านเป็นบริเวณที่ศักดิ์
ิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องเคารพยำเกรงใน บริเวณป่าปู่ตาทั้งหมด
ใครจะเข้าไปบุกรุกตัดไม้ไม่ได้ เพราะถือว่าผิดผีปู่ตา
บุคคลที่ทำหน้าที่ติดต่อสือสารระหว่างชาวบ้านกับผีปู่ตาก็คือ
เจ้าจ่ำ หรือจ้ำ หรือพ่อจ้ำ
ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก
เป็นผู้ทำพิธีกรรมที่จะสือสารกับปู่ตา
และนำความสุขร่มเย็นมาสู่คนในหมู่บ้าน
ประเพณีไหว้ผีปู่ตา
ประเพณีไหว้ผีปู่ตานั้นจะทำทุกวัน
ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๓ ผู้ได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นเจ้าจ้ำนั้น
จะมีทั้งสืบทอดลูกหลานและจากการเลือกบุคคลที่ประพฤติดีใน
หมู่บ้านขึ้นมา
ความเชื่อเรืองผีน้ำผีฟ้า
ผู้ที่จะติดต่อกับผีน้ำผีฟ้าได้ก็คือ
หมอเหยา การจะเป็นหมอเหยาได้นั้นต้องเป็นคนที่เสียสละ มีคุณธรรมสูง
มีสัจจะ ประพฤติตามฮีต - ครอง ดังคำที่ว่า
กลางดึกหากมีใครมาตามให้ไปรักษาก็ต้องไป ไม่มีค่าจ้าง ได้แต่ค่ายกครู
ห้าสลึง หากใครรับเงินมากกว่านั้นก็จะเป็น ปอบ
ชาวกะเลิงมีความเชื่อว่า
การเจ็บป่วยมีสองลักษณะด้วยกัน คือ
ป่วยเพราะโรคภัยไข้เจ็บธรรมดากับป่วยเพราะเกิดจากจากผีทำเพราะคนๆ
นั้นไปประพฤติผิด ฮีต-ครอง หรือจากผีร้ายต่างๆ
และบุคคลที่จะมาคอยรักษาอาการป่วยเหล่านี้ได้คือหมอเหยานั่นเอง
เพราะหมอเหยาจะเป็นผู้ติดต่อสื่อกลางที่จะรู้ได้ว่าการเจ็บป่วยที่เกิดจากผีทำนั้น
เพราะอะไร ผิดอะไร และต้องการจะ ให้แก้แบบไหน
ตามความต้องการของผีที่มาทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้นๆ ให้หายได้
หมอเหยาที่หมู่บ้านบัว
จ.สกลนคร
หมอเหยาส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง
และในแต่ละแห่งจะมีหมอเหยาได้หลายคน ด้วยการศึกษาสืบทอด จากหมอ
เหยาคนเก่า โดยเฉพาะที่หมู่บ้านบัว มีหมอเหยากว่า ๓๐ คน
ล้วนเป็นหญิงทั้งสิ้น
จะมีหมอเหยาอาวุโสที่สุดเป็นเหมือนหมอใหญ่ซึ่งจะเป็นผู้นำประกอบพิธีกรรมร่วมกัน
(การจะเป็นหมอเหยาได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก
ต้องจัดว่าเป็นคนที่ดีจริงๆ มีคุณธรรมสูง มีสัจจะไม่กิน ของไม่สุก
ปรุงแต่งตัวเองด้วยเครื่องหอมที่หมอเหยาคนนั้นๆ จะปรุงขึ้นมาเอง
ส่วนใหญ่จะเหน็บ ดอกสะเลเต หรือภาษากลางเรียกว่า มหาหงษ์
ไว้ที่มวยผมของตัวเอง...แม่หมอคนหนึ่งแนะนำวิธีสังเกตว่า.....คนไหนเป็นหมอเหยาของหมู่บ้านด้วย
การดูที่มวยผมของคนนั้น หากมี"ดอกสะเลเต"นี้
พร้อมทั้งเครื่องปรุงหอมบางอย่างอยู่ด้วยล่ะก็
หญิงนั้นคือหมอเหยาประจำหมู่บ้าน)
|
|
|
|
คุณยายที่เป็นหมอเหยาคนหนึ่ง
|
แคนและกลองที่เป็นเครื่องประกอบพิธีเหยากลางทุ่งนา
|
พิธีกรรมไหว้ครูครั้งใหญ่
พิธีเหยาใหญ่หรือไหว้ครูหมอเหยาจะจัดขึ้นทุก
๓ ปี ถือเป็นงานใหญ่ที่สำคัญต่อหมอเหยาทุกคน จะทำกันสองวัน สองคืน
บรรยากาศจะเต็มไปด้วยการร่ายรำขับกล่อม
แน่นอนว่าต้องใช้แรงกายไม่น้อยเลยทีเดียว ที่น่าสังเกตคือ
หมอเหยาส่วนใหญ่จะเป็นหญิงชราแต่กลับไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยให้ได้เห็นกันเลย
พิธีกรรมไหว้ครูครั้งใหญ่นี้
เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตชุมชนผสานความผูกพันในชุมชนอย่าง
ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของต่างๆ
ที่สื่อถึงการดำเนินชีวิตแต่ดั้งเดิมของผู้คนแถบนี้
หรือการฟ้อนรำที่จำลอง ภาพต่างๆ เช่น การถางไร่ ล่าสัตว์ จับปลา ออกศึก
หรือการคล้องช้าง
ที่สื่อถึงความผูกพันระหว่างเด็กและผู้เฒ่าผู้แก่อย่างชัดเจน
คืนสุดท้ายของพิธีไหว้ครูหมอเหยาใหญ่คือ
การอาบน้ำตอนกลางคืนกลางทุ่งนา ที่มีลมเย็นพัดตลอดเวลา
หมอเหยาทุกคนก็ยังร่าเริงร่ายร้องรำอย่างสนุกสนาน
ไม่มีทีท่าของความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น โดยแม่หมอคนหนึ่งบอกว่าตอนนั้น
ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเธอ เพราะตอนนั้นหมอเหยาทุกคนคือร่าง
ทรงของผีน้ำและผีฟ้าเท่านั้น
การอาบน้ำชำระร่างกายถือเป็นอันสิ้นสุดพิธีไหว้ครูหมอเหยาในแต่ละครั้ง
จากนั้นในวันรุ่งจะมีพิธีเชิญผีขึ้นหิ้งของหมอเหยา
และแต่ละคนก็จะได้พักผ่อนกันตามสบาย
|
|
|
|
หมอเหยาทั้งหลายกำลังร่ายรำพิธีไหว้ครูหมอเหยากลางทุ่งนา
|
หิ้งผี
ซึ่งจะมีอยู่ตามหมู่บ้านของผู้ที่เป็นหมอเหยา
ถือเป็นหิ้งที่คนอื่นจะลบหลู่ไม่ได้
|
วิธีการรักษาผู้ป่วยจากหมอเหยา
หมอเหยานั้นมีระบบความเชื่อและกระบวนการรักษาผู้ป่วยที่เชื่อว่า
อาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้นมีสาเหตุมาจากการกระทำของผีและเกิดจากโรค
การรักษาจึงต้องใช้ทางใดทางหนึ่งให้ถูกกับสาเหตุ
ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย คือ
หากผู้ป่วยนั้นไปรักษาทางแพทย์ไม่หายก็จะกลับมารักษาทางหมอเหยาต่อไป
วิธีารรักษานั้นเริ่มจากผู้ป่วยจะนำเทียนคู่หนึ่ง
มาบูชาแม่หมอเหยาที่ตนไปหา ซึ่งจะทำพิธีเสี่ยงทายว่าจะหายหรือไม่
หากเสี่ยงทายออกมาว่าหาย ก็แสดงว่าผู้ป่วยนั้นเจ็บป่วยเพราะผีทำ
จากนั้นหมอเหยาก็จะเริ่มพิธีกรรมรักษาโดยเชิญผีประทับร่างทรงเพื่อช่วยรักษา
ซึ่งจะมีการฟ้อนและมีดาบเป็นส่วน หนึ่งของพิธีกรรม
คนป่วยบางรายอาจจะต้องทำกระทงสะเดาะเคราะห์หรือตัดด้ายเวรกรรมเมื่ออาการทุเลาลงแล้ว..
การรักษากับหมอเหยาครั้งเดียวอาจจะยังไม่หาย
ผู้ป่วยอาจจะต้องหาหมอเหยาอีกครั้ง
การเชิญผีมาประทับร่างก็ด้วยการขับกลอนเชิญ
โดยจัดลำดับการเชิญตั้งแต่เทวดา พระอินทร์พระพรหม และผีระดับรองลงมาคือ
ผีฝ้า ผีน้ำ นอกจากนี้ก็มีบุคคลสำคัญอื่นๆ
ที่เคยปรากฏชื่อในตำนานพื้นบ้านอีสาน เช่น ท้าวสินไซ และคนอื่น ๆ
ที่ถือว่าเป็นผีสำคัญ
ความสัมพันธ์ระหว่างหมอเหยากับคนไข้นั้นไม่ใช่แค่หมอกับผู้ป่วย
ที่เมื่อหายแล้วก็ไม่ต้องติดต่อ สัมพันธ์กันอีก
แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่เคยรักษากับหมอเหยาจะมาเยี่ยมเยือนแม่หมอตามโอกาสและต้องมาร่วมในงานบุญเลี้ยงผี
ประจำปี นอกจากนี้อาจมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในระดับลึกลงไปอีก
คือการขอเรียนวิธีเป็นหมอเหยาซึ่งเมื่อแม่หมอยอมรับก็จะศึกษาเกี่ยวกับเครื่องบูชาครู
ซึ่งประกอบด้วย พาข้าวสาร บายศรี ไข่ ดอกไม้ เทียนและวิธีการเสี่ยงทาย
รวมทั้งศึกษาการท่องกลอนเชิญผี ผู้ที่จะเป็นหมอเหยา
จึงมักเป็นคนที่มีความจำดี มีใจรักทางด้านขับกลอนและฟ้อนรำ
|
|
|
|
การรักษาด้วยวิธีเหยา
ตามความเชื่อของชาวกะเลิง
|
ก่อนรับประทานอาหารเด็ก ๆ
จะถูกปลูกฝังให้รู้จักคุณของแม่โพสพ
|
พิธีกรรมรักษาผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นหมอเหยาหรือหมอลำผีฟ้า
อาจเป็นเรื่องงมงายเหลวไหลในสายตาของคนยุคปัจจุบัน
ที่มีความคิดในเรื่องการใช้เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม
พิธีกรรมนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งไร้เหตุผลเสียทีเดียว
พิธีกรรมที่มนุษย์กำหนดขึ้นนั้น ล้วนเชื่อโยงกับวิถีชีวิตของพวกเขา
อย่างเช่นพิธีการรักษาแบบหมอเหยานี้
ซึ่งนอกจากจะมีการฟ้อนขับกล่อมเชิญผีมารักษาซึ่งเปรียบเหมือนการสร้างความเชื่อมั่นในใจของผู้ป่วยด้วยสิ่ง
ที่อยู่นอกเหนือจากธรรมชาติ
หมอเหยายังเปรียบเสมือนผู้ดูแลจารีตแห่งชุมชน
เพราะบางครั้งจะทำนายว่าเหตุที่คน ๆ นั้นป่วยเพราะไปทำผิดผี
เช่นเดินผิดที่ผิดทาง หรือพูดจาด่าว่าคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผล
ส่วนการขับกลอนและเสี่ยงแคนนั้นก็เปรียบได้ว่าเป็นการให้ขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วย
นอกจากนี้ก็ยังมีการแลกเปลี่ยน พูดคุย แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่หายขาด
แต่บางครั้งก็ได้คำแนะนำที่ดีกลับไป
ชาวกะเลิง
โดยเฉพาะที่บ้านบัว จังหวัดสกลนคร
ปัจจุบันนี้ยังดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้มากกว่าชาวกะเลิงที่อื่น ๆ
พวกเขาเคยทำการเกษตรตามระบบแต่แล้วในที่สุดพวกเขาก็มีความเชื่อว่า
การใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชาวกะเลิงที่บ้านบัวจึงหันกลับ
มาตำข้าว ด้วยครก และปลูกต้นหวายเพื่อแลกกับข้าวจากหมู่บ้าน
ด้วยระบบวิธีคิดแบบนี้
จึงทำให้บางครั้งเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา
หากแต่เป็นเรื่องของความผูกพันกลมเกลียวในชุมชนมากกว่า
ที่สานสายใยให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเรียบง่ายเช่นทุกวันนี้ ฯ
|