ประวัติความเป็นมา

ตำนานพระอุรังคธาตุ

องค์พระธาตุพนมบรมเจดีย์
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร
สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม
ลูกพระธาตุพนม
ข้าโอกาสพระธาตุพนม
เจ้าเฮือน ๓ พระองค์
พญานาคผู้รักษาพระธาตุพนม
อภินิหารขององค์พระธาตุพนม
การเสียค่าหัว,ถวายข้าวพีชภาค
ประวัติการบูรณะปฏิสังขรณ์

สถานที่สำคัญภายในวัด

พระธาตุพนมจำลอง

พระอุโบสถ
วิหารหอพระแก้ว
วิหารคตรอบองค์พระธาตุ
หอบูชาข้าวพระ
วิหารหอพระพุทธไสยาสน์
เสาหลักสิลาเสมา
สระน้ำมูรธาภิเษก
สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม
ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมรัตนโมลีฯ
โรงเรียนพระปริยัติธรรม
วิทยาลัยสงฆ์นครพนม
สังคมและวัฒนธรรม
อำเภอธาตุพนม
จังหวัดนครพนม
อาณาจักรศรีโคตรบูร
เมืองมรุกขนคร
ประเพณีไหลเรือไฟ
งานนมัสการพระธาตุพนม
ประเพณีแข่งขันเรือยาว
การรำบูชาถวายพระธาตุ
ประเพณีแสกเต้นสาก
ประเพณีโส้ทั้งบั้ง
เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน
นิทานก้อม
เผ่าไทยในนครพนม
พิธีเหยาชาวกะเลิง
พิธีบายศรีสู่ขวัญ
ภูมิปัญญาอีสาน 
ภาษาอีสาน
อาหารการกินของคนอีสาน
ฮีตสิบสองครองสิบสี่
นิทานชาดก
ภูริทัตชาดก
มโหสถชาดก
วิทูรชาดก
เวสสันดรชาดก
สุวรรณสามชาดก
เสนกบัณฑิต
เนมิราชชาดก
จันทชาดก
ชนกชาดก
เตมียชาดก
นารทชาดก
ชนเผ่าของภาคอีสาน
ไทยอีสาน
ผู้ไทย
ไทยข่า
ไทยกะโซ่
ไทยกะเลิง
ไทยแสก
ทยย้อ
ไทยกุลา

วันสำคัญต่าง ๆ

วันขึ้นปีใหม่
วันเด็ก
วันครู
วันมาฆบูชา
วันอนุรักษ์มรดกไทย
วันสงกรานต์
วันผู้สูงอายุ
วันครอบครัว
วันฉัตรมงคล
วันวิสาขบูชา
วันต่อต้านยาเสพติด
วันอาสาฬหบูชา
วันเข้าพรรษา
วันแม่
วันพ่อ
วันลอยกระทง
 















































































 






















 
 
 

งานนมัสการพระธาตุพนม

          

             งานนมัสการพระธาตุพนมเป็นประเพณีที่ถึอปฏิบัติต่อเนื่องกันมาแต่โบราณกาล จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ไรมาชาวพุทธในลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อถึงเดือน 3 ข้างขึ้น จะพากันหลั่งไหลมานมัสการกราบไหว้บูชาไปจนตลอดสิ้นเดือน โดยมีความเชื่อถือชนิดฝังใจสืบทอดกันมานานว่า “ถ้าใครมีโอกาสมาแสวงบุญที่พระธาตุพนมด้วยศรัทธา จิตใจสงบเย็น เวลาตายแล้วจะได้ไปสู่สวรรค์” ดังนั้น จึงได้พากันพยายามมาแสวงบุญในจุดนี้ให้ได้ ในชั่วชีวิตหนึ่งได้มาครั้งหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่มาเลย
            งานนมัสการปีนเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งตรงกับขึ้น 10 ค่ำเดือน 3 ถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 3 รวม 7 วัน 7 คืน ฯพณฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน
            ในงานนมัสการองค์พระธาตุพนมมีจุดสนใจหลายสิ่งหลายอย่าง ที่เราไม่ได้เก็บมาคิดกัน เป็นเพราะแต่ละคนไม่ให้ความสนใจในสิ่งที่เป็นแกนของงานมากนัก มากราบไหว้ก็สักแต่ว่ามาโดยเชื่อตามๆ กัน มีคนแก่คนเฒ่าเล่าให้ฟังแต่สมัยโบราณ ในกลุ่มของวัยรุ่นคงจะมาด้วยความสนุกแสงสีเสียงของงาน แต่ไม่รู้ถึงประวัติความเป็นของงาน จุดสนใจของงานคือ การแสวงบุญของผู้มาเที่ยวงานนมัสการองค์พระธาตุพนม หน่วยรับบริจาคของทางวัด และสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจ ที่สำคัญงานนมัสการพระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมผู้คนต่างสารทิศนับเรือนแสนแต่ละวันและต่างวัยต่างอาชีพ ถ้าจะให้ถามความคิดเห็นในด้านความเชื่อ สังคม และวัฒนธรรม ต่อองค์พระธาตุพนม เชื่อแน่ว่าต่างคนก็ต่างความคิด แต่ผู้เขียนเองก็พยายามรวบรวมจุดสำคัญๆ มาไว้ในเนื้อหานี้จะได้ยกมาอธิบายเป็นข้อๆ ไป

. ความเชื่อถือแต่โบราณ
             ในสมัยโบราณ บรรดาชาวพุทธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และในประเทศลาวเชื่อถือสืบ ๆ กันมาว่า ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญกุศลถวายเครื่องสักการะบูชา บริจาคทรัพย์ สวดมนต์ ท่องบ่น สาธยายคัมภีร์พระธรรมและเจริญเมตตาภาวนาเฉพาะหน้าองค์พระธาตุพนม จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ เมื่อตายแล้ววิญญาณก็จะได้ไปสู่สวรรค์ เพราะฉะนั้น ด้วยพลังของความเชื่อดังกล่าวนี้ ได้ผลักดันให้พยายามขวนขวายหา เพื่อบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์เท่าที่สามารถจะทำได้ พวกชาวพุทธในถิ่นนี้ถือกันว่าองค์พระธาตุพนมไม่เพียงแต่จะเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ได้ทรงเสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี ซึ่งเรื่องนี้กล่าวไว้ไนตำนานพระธาตุพนม
             ความเชื่อดังกล่าวนี้ เข้าใจได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดเห็นเรื่องสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ตามที่กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ตอนพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ ซึ่งเป็นศิลย์สาวกใกล้ชิดพระองค์ว่า

“สถานที่ ๔ แห่งซึ่งกุลบุตรกุลธิดาผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในเราตถาคต จะถือเอาสถานที่แสวงบุญก็ได้ คือ
            ๑. สถานที่ประสูติของเราตถาคต
            ๒. สถานที่ตรัสรู้พระอนุตตระสัมมาสัมโพธิญาณ
            ๓. สถานที่แสดงปฐมเทศนา และ
            ๔. สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน
           อีกประการหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสยืนยันว่า พระสถูปเจดีย์อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ ก็ถือว่าเป็นปูชนียสถานเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น พวกชาวพุทธจึงถือว่าผู้มีศรัทธาทำบุญต่าง ๆ ในบริเวณสถานที่ดังกล่าวนี้ ย่อมได้ผลานิสงฆ์มากเหมือนกัน

 



พระธาตุพนมกลายเป็นจุดรวมแห่งการแสวงบุญ




 

           ในกรณีของพระธาตุพนมก็เหมือนกับปูชนีสถานในประเทศอื่น ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา คือ ได้ดัดแปลงรูปแบบแห่งการเคารพบูชาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในจำนวน ๔ แห่ง ซึ่งได้แก่สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในความหมายว่า พระบรมสารีกขธาตุและส่วนที่เหลืออื่น ๆ ของพระพุทธเจ้า เป็นสื่อแทนพระองค์ในความรู้สึกของผู้มีศรัทธา ดังนั้น พระสถูปเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า พร้อมส่วนที่เหลืออื่น ๆ จึงถือเป็นจุดรวมแห่งการแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ

          นับตั้งแต่ที่เชื่อถือกันว่าพระธาตุพนมเป็นสถานที่อันควรแก่การแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ ของชาวพุทธแล้ว บรรดาชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธาจากทุกสารทิศทั่วประเทศทั้งไทยและลาว ต่างก็ได้หลั่งไหลมาแสวงบุญเป็นจำนวนมากตลอดปี โดยพากันประกอบพิธีทางศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเทศกาลประจำปีตลอดทั้ง ๗ วัน ๗ คืน ซึ่งมีขึ้นในระหว่างปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ หรือเริ่มจากวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ มีบรรดาชาวพุทธที่มีศรัทธาจำนวนมากชุมนุมกันนมัสการพระธาตุ และบำเพ็ญกุศลอื่น ๆ ซึ่งมีขึ้นภายในบริเวณพระธาตุ เช่น กราบพระธาตุ บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน ปิดทองเปลว และกล่าวคำนมัสการ เป็นต้น


คำนมัสการพระธาตุพนม


            “ปุริมายะ ทิสายะ, ทักขิณายะ, ปัจฉิมายะ ทิสายะ, อุตตะรายะ ทิสายะ, เหฏฐิมายะ ทิสายะ, อุปะริมายะ ทิสายะ, กะปะณะคิริสมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธอุรังคะธาตุตุง สิระสา นะมามิ”
           “ข้าพเจ้าขอนมัสการพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุระของพระพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้าแห่งนี้ ทางด้านทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องบน และทิศเบื้องล่างด้วยเศียรเกล้า”
 

คำนมัสการยอดพระธาตุ


             “เสตะฉัตตัง สุวัณณะระชะตัง ระตะนัง ปะณีตัง พุทธอุรังคะเจติยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา”
             “ข้าพเจ้าขอนมัสการสุวรรณฉัตรพระพุทธอุรังคเจดีย์ ซึ่งประดับด้วยเพชรพลอยอันประณีตในที่ทั้งปวง”

              ในระหว่างงานเทศกาลตลอด ๗ วัน มีการบริจาคเงินบูชาเป็นจำนวนมากอันมีทั้งส่วนบุคคล และส่วนหมู่คณะของนักแสวงบุญ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ
               ประเภทแรก บริจาคโดยหย่อนเงินลงในตู้รับบริจาคเงินแก่พระธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณลานพระธาตุ และที่ปรำบำเพ็ญบุญ
               ประเภทที่สอง ได้แก่บริจาคต้นเงินแก่พระธาตุ การทำบุญประเภทสุดท้ายนี้ ได้จัดทำโดยคณะผู้มาแสวงบุญ คือ ได้รวบรวมเงินกันคนละเล็กละน้อย จัดทำเป็นต้นเงินขึ้น ๑ ต้น ประดับด้วยธนบัตรชนิดต่าง ๆ เครื่องสักการะ และปัจจัยที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุสามเณร เช่น จีวร และยารักษาโรค เป็นต้น จากนั้นก็แห่ต้นเงินหรือที่เรียกกันว่า “ต้นกัลปพฤกษ์” เวียนรอบองค์ประธาตุ ๓ รอบ แล้วหยุดที่ลานพระธาตุในจุดเหมาะสมกับการทำพิธีถวาย จากนั้นพระภิกษุหรือหัวหน้าคณะได้นำกล่าวถวายต้นเงินแก่พระธาตุ ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้
              “อิมานิ มะยัง ภันเต, กัลละปะรุกขานิ สะปะริวารานิ เจติยัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต เจติโย อิมานิ มะยัง ภันเต กัลปะรุกขานิ ปปฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ”
               “ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าทั้งหลายมีศรัทธาได้น้อมนำมาแล้ว ซึ่งต้นกัลปพฤกษ์ (ต้นเงิน) พร้อมทั้งของอันเป็นบริวารเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ และความสุขของข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนานเทอญ)
 


อานิสงฆ์การแสวงบุญ
                 ชาวพุทธได้เสียสละเวลาเดินทางมาไหว้พระธาตุพนม พร้อมทั้งได้บำเพ็ญบุญกุศลส่วนอื่น ๆ อีกตามคติความเชื่อถือทางศาสนา ซึ่งได้ถือปฏิบัติต่อเนื่องกันมานานหลายชั่วอายุคนแล้วและยังจะถือเอาสถานที่นี้เป็นจุดศูยน์รวงมศรัทธา เป็นศูนย์รวมแห่งการเคารพบูชา และเป็นสถานที่แสวงบุญ อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธต่อไปอีกนานแสนนาน จนตราบเท่าสิ้นศาสนาพระโคดม แต่ละคนแต่ละคณะที่มาแสวงบุญถึงจะมีความรู้สึกนึกคิด และมีความต้องการแตกต่างกันออกไปหลายอย่างหลายประการก็จริง แต่วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายอันสำคัญอยู่ในจุดเดียวกันคือ “ต้องการความสุข” ซึ่งมีทั้งความสุขส่วนตัวและความสุขส่วนรวม แต่ว่าจะได้สมปรารถนาหรือไม่ แค่ไหน เพียงใดนั้นข้อนี้จะต้องดูที่แรงศรัทธา และเจตนาในการกระทำเป็นสำคัญ ถ้ามีศรัทธาแรงกล้า มีเจตนาแรงกล้า และบริสุทธิ์ผุดผ่อง การกระทำก็มีผลานิสงส์มาก ถึงทำน้อยก็ได้มาก แต่ถ้าไม่มีศรัทธาและเจตนาไม่บริสุทธิ์ ถึงทำมากก็ได้น้อยหรือไม่ได้บุญกุศลอะไรเลย ยิ่งกว่านั้นยังจะเป็นบาปเป็นมลทินติดอยู่ในจิตใจตัวเองอีกด้วยแต่อย่างไรก็ดี บุญกุศลที่เราได้จัดทำกันในเวลานี้ ชนิดที่ให้ผลในปัจจุบันทันตาเห็นก็คือ “ความอิ่มใจ ดีใจ และภูมิใจ” ทั้งนี้โดยคิดว่า ตนได้ทำในสิ่งที่ควรแล้ว คือได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว ก็เกิดความภูมิใจในการกระทำของตัวเอง นี้มันเป็นเพียงความดีใจและภูมิใจเท่านั้น ยังไม่มีอะไรทอดมาทั้งแต่บรรพบุรุษผู้เป็นปราชญ์ และได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว ก็เกิดความภูมิใจในการกระทำของตัวเอง นี้มันเป็นเพียงความดีใจและภูมิใจเท่านั้น ยังไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ความรู้สึกชนิดนี้ท่านเรียกว่า “บุญ” แต่พอทำไปแล้ว เกิดความฉลาดขึ้นในใจม่านเรียกว่า “กุศล” ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำไปแล้วเกิดความโง่ขึ้นมา หรือ ยิ่งทำก็ยิ่งโง่ ท่านเรียกว่า “อกุศล” กุศลนี้มีน้ำหนักมากกว่าบุญ และมีประโยชน์มากกว่าบุญหลายสิบเท่า นักปราชญ์มักจะเน้นหนักในเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ เมื่อทำบุญแล้วต้องทำกุศลด้วยมันจึงเกิดความสมดุลย์กัน
           สาเหตุที่เกิดมีการแสวงบุญขึ้นอย่างแพร่หลายในกลุ่มของชาวพุทธในประเทศต่างๆที่นับถือพุทธศาสนา เช่น อินเดีย พม่า ลังกา ไทย ลาว เขมร เป็นต้น สืบเนื่องมาจากความเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกอยู่ในดวงจิตของชาวพุทธมานาน โดยได้ถ่ายทอดจากจิตดวงหนึ่ง ไปสู่จิตอีกดวงหนึ่งหลายชั่วอายุคน ถึงกาลเวลาจะล่วงเลยมานานถึงสองพันกว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอิทธิพลอยู่เหนือจิตใจของชาวพุทธแม้กระทั่งปัจจุบัน
           พระพุทธเจ้าทรงสอนเป็นเบื้องต้นว่า การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารเต็มไปด้วยความทุกข์นานับประการ ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ ทุกข์, เหตุให้ทุกเกิด, ความดับทุกข์ และหนทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์, ยังไม่บรรลุนิพพาน จิตยังหุ้มห่อด้วยอวิชชาตัณหา, และอุปาทานแล้ว ยังจะต้องเวียนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตายต่อไปอีกโดยไม่จบสิ้น ในระหว่างแห่งการเวียนวายตายเกิดในภพทั้ง ๓ นี้ จะประสบพบเห็นทั้งความสุข และความทุกข์ ทั้งสิ่งที่ตนปรารถนา และไม่ปรารถนา มีทั้งหมดผิดหวัง และพลาดหวัง ทั้งๆ ที่เราไม่ต้องการ ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ประสบปัญหาดังกล่าว พระพุทธองค์จึงได้สอนให้ประพฤติธรรม ให้ดำเนินชีวิตตามแนวทางธรรม เพื่อชำระให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพื่อบรรลุพระนิพพานอันเป็นจุดหมายปลายทางอันสูงสุดแห่งชีวิต และเป็นที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวงโดยวิธีการที่ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น ไม่ทำบาป หรือ ความชั่วทุกประเภท ทำแต่ความดีหรือบุญกุศลอย่างเดียว และชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
           ตามธรรมดามนุษย์ทุกรูปทุกนามทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างก็ต้องการความสุขกันทั้งนั้น เมท่อทราบว่านิพพานเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม ก็ดิ้นรนเสาะแสวงหา พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งดังกล่าว บางพวกก็ได้สมปรารถนาตามกำลังสติปัญญาของตน แต่บางพวกก็ไม่สมปรารถนา แต่ก็ยังไม่สิ้นหวัง เพราะยังมีความสุขรองลงมาอีก คือ ความสุในสวรรค์และความสุขความสบายในมนุษย์โลก ทางศาสนายังให้ความหวังต่อไปอีกคือ เมื่อศีลยังไม่สมบูรณ์พอ จิตยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องถึงที่สุด และยังไม่ได้บรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตในชาตินี้แต่ก็ยังหวังจะได้เข้าถึงในชาติต่อ ๆ ไป
          ชาวพุทธถือว่า การแสวงบุญเป็นกรรมฝ่ายดี หรือฝ่ายกุศลกรรม เป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งในการช่วยชำระจิใจให้ผ่องใส และให้ได้มาซึ่งสมบัติ ๓ ประการ อันได้แก่ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ อย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้น จึงเลือกสรรเอาสถานที่ใดที่หนึ่งเป็นที่แสวงบุญ ซึ่งส่วนมากจะเป็นสถานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางศาสนา เกี่ยวกับพระศาสดาและเกี่ยวกับพระสาวกองค์ใดองค์หนึ่ง เมื่อมีการแสวงบุญมากขึ้น ก็ทำให้บริเวณสถานที่ขยายตัวออกไป มีการพัฒนามากขึ้น เช่น การก่อสร้างอาคารสถานที่สำรับพักอาศัยของนักบุญ ตลอดทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ อาทิ เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ข้าวปลาอาหาร เครื่องใช้สอย เครื่องสักการะ และการดูแลรักษาความสงบในงาน นานไปก็มีธุรกิจ การค้าขายติดตามมาภายหลัง ความยุ่งยากต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น แต่เอกลักษณ์ของการแสวงบุญ ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป

 

 
Thatphanom  Dot Com


© Copyright 2004-2006, All Rights Reserved. สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
Email : webmaster@thatphanom.com  Msn : webmaster@thatphanom.com  Mobile : 08-6668-2554

web log free
View My Stats