คำว่า "กุลา"
มาจากภาษาพม่าซึ่งแปลว่าคนต่างถิ่น กุลาคือพวกเงี้ยวหรือพวกรองซู่ใน
รัฐไทยใหญ่ของพม่า
พวกเงี้ยวหรือตองซู่เมื่อเดินทางมาค้าขายในภาคอีสานถูกชาวอีสานตั้ง
ชื่อให้ใหม่ว่า "กุลา" คือคนต่างถิ่น
กุลาชอบเดินทางมาค้าขายในหัวเมืองภาคอีสานแถบลุ่มแม่น้ำโขง
ในสมัยโบราณเป็นจำนวนมากจนมีชื่อเป็นอนุสรณ์ว่า "ทุ่งกุลาร้องไห้"
ชาวกุลาชอบเร่ร่อนค้าขายโดยนำ
เอาผ้าแพรพรรณหรือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตตลอดทั้งเครื่องทองเหลือง
เช่น ฆ้อง, มีดดาบ ฯลฯ
มาเร่ขายในภาคอีสานโดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำโขงแล้วซื้อวัวควายต้อนกลับไปพม่า
กุลาบางพวก ได้ตั้งรกรากและแต่งงานกับชาวผู้ไทยหรือชาวอีสาน
เช่นที่ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม,
อำเภอเรณูนครหลายหมู่บ้านและที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร
จนมีบุตรหลานสืบเชื้อสายต่อมา
กุลาเหล่านี้มีสัญชาติและอยู่ในบังคับของอังกฤษเมื่อมีคดีความเกิดขึ้นต้องรายงานให้สถานทูตอังกฤษทราบทุกครั้ง
ผู้ชายกุลามีรูปร่างสูงใหญ่
ชอบนุ่งโสร่งหรือไม่ก็นุ่งกางเกงขายาวปลายบานและโพกศีรษะทรงสูง เมื่อ
พ.ศ.2446
ชาวกุลาหรือเงี้ยวมาค้าขายฝิ่นอยู่ในเขตเมืองหนองสูงเป็นจำนวนมากโดยได้แต่ง
งานกับผู้หญิงชาวผู้ไทยและตั้งรกรากอยู่ที่บ้านขุมขี้ยางในปัจจุบันต่อมาพวกกุลาซึ่งถือสัญชาติอังกฤษ
ไม่เคารพต่อกฏหมายของบ้านเมืองได้ก่อการจลาจลขึ้นที่ทุ่งหมากเฒ่าเขตเมืองหนองสูงซึ่งขึ้น
กับเมืองมุกดาหาร
จนทางเมืองมุกดาหารต้องขอกำลังจากมณฑลอุดรมาสมทบเพื่อช่วยปราบปราม
ปัจจุบันทุ่งหมากเฒ่าและบ้านขุมขี้ยางตัดโอนไปขึ้นกับเขตอำเภอกุฉินารายณ์
จังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว
แต่ก็ยังมีลูกหลานเชื้อสายของชาวกุลาอยู่ในท้องที่อำเภอหนองสูง
จังหวัดมุกดาหารอีกเป็นจำนวนมาก
|