|
งานนมัสการพระธาตุพนมเป็นประเพณีที่ถึอปฏิบัติต่อเนื่องกันมาแต่โบราณกาล
จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ไรมาชาวพุทธในลุ่มแม่น้ำโขง
เมื่อถึงเดือน 3 ข้างขึ้น จะพากันหลั่งไหลมานมัสการกราบไหว้บูชาไปจนตลอดสิ้นเดือน
โดยมีความเชื่อถือชนิดฝังใจสืบทอดกันมานานว่า
ถ้าใครมีโอกาสมาแสวงบุญที่พระธาตุพนมด้วยศรัทธา
จิตใจสงบเย็น เวลาตายแล้วจะได้ไปสู่สวรรค์
ดังนั้น จึงได้พากันพยายามมาแสวงบุญในจุดนี้ให้ได้
ในชั่วชีวิตหนึ่งได้มาครั้งหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่มาเลย
งานนมัสการปีนเริ่มตั้งแต่วันที่
3 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544
ซึ่งตรงกับขึ้น 10 ค่ำเดือน
3 ถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 3 รวม
7 วัน 7 คืน ฯพณฯ พล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน
ในงานนมัสการองค์พระธาตุพนมมีจุดสนใจหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่เราไม่ได้เก็บมาคิดกัน เป็นเพราะแต่ละคนไม่ให้ความสนใจในสิ่งที่เป็นแกนของงานมากนัก
มากราบไหว้ก็สักแต่ว่ามาโดยเชื่อตามๆ
กัน มีคนแก่คนเฒ่าเล่าให้ฟังแต่สมัยโบราณ
ในกลุ่มของวัยรุ่นคงจะมาด้วยความสนุกแสงสีเสียงของงาน
แต่ไม่รู้ถึงประวัติความเป็นของงาน
จุดสนใจของงานคือ การแสวงบุญของผู้มาเที่ยวงานนมัสการองค์พระธาตุพนม
หน่วยรับบริจาคของทางวัด และสถานที่ต่างๆ
ที่น่าสนใจ ที่สำคัญงานนมัสการพระธาตุพนมเป็นศูนย์รวมผู้คนต่างสารทิศนับเรือนแสนแต่ละวันและต่างวัยต่างอาชีพ
ถ้าจะให้ถามความคิดเห็นในด้านความเชื่อ
สังคม และวัฒนธรรม ต่อองค์พระธาตุพนม
เชื่อแน่ว่าต่างคนก็ต่างความคิด
แต่ผู้เขียนเองก็พยายามรวบรวมจุดสำคัญๆ
มาไว้ในเนื้อหานี้จะได้ยกมาอธิบายเป็นข้อๆ
ไป
๑.
ความเชื่อถือแต่โบราณ
ในสมัยโบราณ
บรรดาชาวพุทธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
และในประเทศลาวเชื่อถือสืบ
ๆ กันมาว่า ถ้าใครมีโอกาสเดินทางไปไหว้พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์
ทำบุญกุศลถวายเครื่องสักการะบูชา
บริจาคทรัพย์ สวดมนต์ ท่องบ่น
สาธยายคัมภีร์พระธรรมและเจริญเมตตาภาวนาเฉพาะหน้าองค์พระธาตุพนม
จิตใจจะสงบเยือกเย็นอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้
เมื่อตายแล้ววิญญาณก็จะได้ไปสู่สวรรค์
เพราะฉะนั้น ด้วยพลังของความเชื่อดังกล่าวนี้
ได้ผลักดันให้พยายามขวนขวายหา
เพื่อบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์เท่าที่สามารถจะทำได้
พวกชาวพุทธในถิ่นนี้ถือกันว่าองค์พระธาตุพนมไม่เพียงแต่จะเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้านั้น
แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่ง
พระพุทธเจ้าเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่
ได้ทรงเสด็จมาประทับแรมอยู่หนึ่งราตรี
ซึ่งเรื่องนี้กล่าวไว้ไนตำนานพระธาตุพนม
ความเชื่อดังกล่าวนี้
เข้าใจได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดเห็นเรื่องสังเวชนียสถาน
๔ ตำบล ตามที่กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร
ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพุทธศาสนา
ตอนพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์
ซึ่งเป็นศิลย์สาวกใกล้ชิดพระองค์ว่า
สถานที่ ๔ แห่งซึ่งกุลบุตรกุลธิดาผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในเราตถาคต
จะถือเอาสถานที่แสวงบุญก็ได้
คือ
๑. สถานที่ประสูติของเราตถาคต
๒. สถานที่ตรัสรู้พระอนุตตระสัมมาสัมโพธิญาณ
๓. สถานที่แสดงปฐมเทศนา
และ
๔. สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน
อีกประการหนึ่ง
พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสยืนยันว่า
พระสถูปเจดีย์อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์
ก็ถือว่าเป็นปูชนียสถานเช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น พวกชาวพุทธจึงถือว่าผู้มีศรัทธาทำบุญต่าง
ๆ ในบริเวณสถานที่ดังกล่าวนี้
ย่อมได้ผลานิสงฆ์มากเหมือนกัน
พระธาตุพนมกลายเป็นจุดรวมแห่งการแสวงบุญ
ในกรณีของพระธาตุพนมก็เหมือนกับปูชนีสถานในประเทศอื่น
ๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา คือ
ได้ดัดแปลงรูปแบบแห่งการเคารพบูชาจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งในจำนวน
๔ แห่ง ซึ่งได้แก่สถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน
ในความหมายว่า พระบรมสารีกขธาตุและส่วนที่เหลืออื่น
ๆ ของพระพุทธเจ้า เป็นสื่อแทนพระองค์ในความรู้สึกของผู้มีศรัทธา
ดังนั้น พระสถูปเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า
พร้อมส่วนที่เหลืออื่น ๆ จึงถือเป็นจุดรวมแห่งการแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ
นับตั้งแต่ที่เชื่อถือกันว่าพระธาตุพนมเป็นสถานที่อันควรแก่การแสวงบุญอันศักดิ์สิทธิ์
ของชาวพุทธแล้ว บรรดาชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธาจากทุกสารทิศทั่วประเทศทั้งไทยและลาว
ต่างก็ได้หลั่งไหลมาแสวงบุญเป็นจำนวนมากตลอดปี
โดยพากันประกอบพิธีทางศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเทศกาลประจำปีตลอดทั้ง
๗ วัน ๗ คืน ซึ่งมีขึ้นในระหว่างปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์
หรือเริ่มจากวันขึ้น ๑๐ ค่ำ
เดือน ๓ ถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน
๓ มีบรรดาชาวพุทธที่มีศรัทธาจำนวนมากชุมนุมกันนมัสการพระธาตุ
และบำเพ็ญกุศลอื่น ๆ ซึ่งมีขึ้นภายในบริเวณพระธาตุ
เช่น กราบพระธาตุ บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน
ปิดทองเปลว และกล่าวคำนมัสการ
เป็นต้น
|