|
เรืองพญานาคราชเข้าประทับทรงนี้เกิดขึ้นในยุคที่พระเดชพระคุณท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร
(แก้ว กนฺโตภาโส ป.ธ. ๖ , น.ธ.เอก )
เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร (พ.ศ.๒๔๘๐-๒๔๕๓ )
พระเดชพระคุณองค์นี้ลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไปมักเรียกท่านว่า
ท่านพ่อ
ซึ่งเป็นคำยกย่องของศิษยานุศิษย์และประชาชนบ้านได้ถวายนามนี้ให้กับท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร
ท่านเกิดเมื่อปี ๒๔๕๐
บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ มีนามเดิมว่าแก้ว อุทุมมาลา
มีชาติภูมิใกล้ๆ กับพระธาตุพนมนี้เองศึกษาทางธรรมได้เปรียญ
๖ ประโยค ได้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐
ท่านเป็นผู้มีความรู้ และชอบค้นคว้าวิชาโบราณคดี
ประวัติศาสตร์จนได้รับขนานนามว่า นักปราชญ์แห่งลุ่มน้ำโขง
ท่านได้ทำนุบำรุงวัดพระธาตุพนมารมหาวิหารและให้เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙
ท่านได้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและได้ส่งพระภิกษุ
สามเณรและแม่ชีไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานจากหลายสำนัก
ได้ฝึกพระภิกษุสามเณรในวัดอยู่เสมอ ๆ
ในเรื่องการนั่งประทับทรงเกี่ยวกับพญานาคนี้
ท่านพ่อเคยกล่าวว่า
ฉันเป็นคนชอบค้นคว้า
และพิสูจน์เรื่องลึกลับต่าง ๆ อยู่เสมอ
ไม่ค่อยจะเชื่ออะไรง่าย ๆ
แต่เรื่องพญานาคทั้งเจ็ดองค์เข้าทรงที่วัดนี้นะ
เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากอยู่ทีเดียว
ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล
สำหรับเรื่องพญานาคนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ท่านพ่อฯ
ได้ตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นได้ ๑ ปี
เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณตี ๒ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ พ.ศ.
๒๕๐๐ คืนนั้นฝนตกหนักครึ่งชั่วโมง แล้วตกพรำ ๆ มาอีกกว่า
๒๐ นาที ขณะที่ฝนตกฟ้าร้องดังสนั่นแผ่นดินสะเทือน นายไกฮวด
ชาวธาตุพนมได้ออกมารองน้ำฝนที่หน้าร้านของตน
เห็นแสงประหลาดเป็นลำงามโตเท่าลำต้นตาลขนาดใหญ่มีสีต่าง ๆ
กันถึงเจ็ดสี พุ่งแหวกอากาศแข่งกันเป็นลำยาวหลายเส้น
จากทางด้านทิศเหนือ มองเห็นได้แต่ไกล
จึงได้ร้องเอะอะเรียกภรรยามาดูแสงสีงามประหลาด
หน้าสะพรึงกลัวขนหัวลุกนั่น
พอมาถึงหน้าซุ้มประตูแสงนั้นก็หายเข้าไปในองค์พระธาตุพนม
โดยที่ไม่ได้ตาฝาดไปเอง ต่อมาอีกสองวัน คือวันขึ้น ๗ ค่ำ
เดือนเดียวกัน ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร
ได้ให้สามเณรทรัพย์ นั่งทางในตรวจดูเหตุการณ์ว่า
แสงประหลาดเจ็ดสีเท่าลำต้นตาล ที่นายไกฮวดเห็นเข้ามาในวัดนี้มีความจริงเท็จแค่ไหน
สามเณรทรัพย์เจ้าฌานสมาธิอยู่คู่หนึ่ง
ก็เข้าไปพบพญานาคราชทั้งเจ็ดเรียงกันเป็นแถวอยู่บริเวณลานพระธาตุพนม
ลำตัวโตใหญ่เท่าลำต้นตาล
มีหงอนแดงน่าสะพรึงกลัวสยองพองหัวเหลือที่จะกล่าว
สามเณรทรัพย์ยืนงงงันอยู่ด้วยความประหลาดใจ
พลันประเดี๋ยวเดียวพญานาคทั้ง ๗ ได้กลับกลายเป็นมาณพ ๗
ชาย ทรงเครื่องขาวเรียงกันเป็นแถวอยู่ที่เดิม
จะว่าก้มมิใช่ ยืนก็มิใช่
อากัปกิริยาอยู่ระหว่างยืนกับก้ม
สามเณรทรัพย์สนเท่ห์ใจงงจนพูดอะไรไม่ออก
ทันใดมาณพผู้เป็นหัวหน้าได้ร้องถามว่า พ่อเณรมีธุระอะไร
อย่ากลัวจงบอกมา สามเณรยืนงงอยู่มิได้ตอบว่ากะไร
ตั้งใจจะกลับกุฏิ พญานาคผู้เป็นหัวหน้าได้พูดขึ้นอีกว่า
พ่อเณรจะกลับแล้วหรือยัง
ขอไปด้วย จะไปสนทนากับท่านเจ้าคุณ
พอขาดคำก็เข้าประทับร่างสามเณรทรัพย์
ทันทีด้วยจิตอำนาจที่เหนือกว่า
สามเณรทรัพย์พลันหมดความรู้สึกวูบไปทันที
สักครู่ก็หันมายกมือไหว้ ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร
พร้อมกับพูดว่า
สวัสดีท่านเจ้าคุณ
หม่อมฉันมาสองคืนแล้วมิรู้หรือ
ท่านพ่อฯ รู้สึกแปลกใจและสงสัยจึงถามว่า
ท่านเป็นใคร
? มาจากไหน ? เสียงประทับทรงตอบว่า
พวกหม่อมฉันเป็นพญานาคราช
มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย
มีนามตามลำดับเป็นมงคลตามอริยทรัพย์อันประเสริฐ คือ ๑.
พญาสัทโทนาคราชเจ้า เป็นประธาน ๒. พญาศีลวุฒินาโค ๓.
พญาหิริวุฒนาดโค ๔. พญาโอตตัปปะวุฒนาโค ๕.
พญาสัจจะวุฒินาโค ๖. พญาจาคะวุฒนาโค ๗.
พญาปัญญาเตชะวุฒนาโค
หม่อมฉันทั้งเจ็ดได้รับบัญชาจากพระอินทราธิราชเจ้าให้มารักษาพระอุรังคธาตุ
พวกเทพยดาที่รักษาองค์พระธาตุอยู่ก่อนนิสัยไม่ดีอาศัยกินสินบนและเครื่องเซ่นสรวงของชาวบ้าน
พวกหม่อมฉันไม่ต้องการอามิสสินจ้างรางวัลของเซ่นสรวงใดๆ
ทั้งนั้นขอแต่น้ำบูชาถวายเดียวก็พอใจแล้วจะอยู่รักษาองค์พระธาตุไปจนกว่าจะหมดสิ้นศาสนาพระสมณโคดม
ท่านพ่อฯ
ได้ซักถามเรื่องราวต่าง ๆ อีกหลายประการ
แต่ยังไม่ปลงใจเชื่อแต่อย่างใด
ต่อมาพญานาคก็เข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เรื่อย ๆ เป็นต้นว่า
แสดงธรรมสั่งสอนเมื่อทางวัดมีเรื่องเดือดร้อนก็บอกได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
และแนะแนวทางแก้ไข ท่านพ่อฯ เริ่มเอาใจใส่อยากจะพิสูจน์หเห็นแจ้งจึงได้ให้พระวิปัสสนาธุระในวัดนั่งทางในตรวจสอบด้วย
ตาญาณ
ในขณะที่พญานาคเข้าประทับทรงร่างของสามเณรทรัพย์
ครั้นแล้วก็ได้พบมาณพรูปงามแต่งองค์ทรงเครื่องคล้ายเจ้าฟ้ามหากษัตรย์จำนวน
๗ องค์ ปรากฏร่างทิพย์ มีรัศมีกายสีสันสวยงามต่าง ๆ
กันเช่น สีน้ำเงิน สีเขียวนิล สีเขียวอ่อน สีเหลือง
สีชมพู สีแสด และสีขาว
องค์ที่กำลังเข้าประทับทรงสามเณรทรัพย์เป็นสง่าหาได้แทรกซ้อนอยู่ในร่างคนทรงแต่อย่างใดไม่
พระวิปัสสนาผู้มีตาฌาณ
หรือทิพยจักษุรู้สึกประหลาดใจ
ได้ไต่ถามทักทายทางในโดยไม่ผ่านทางร่างของสามเณรทรัพย์
ท่านทั้งเจ็ดองค์เป็นใคร
? มาจากไหน ? มีนามว่าอะไร ?
ร่างทิพย์ที่มีกายสีน้ำเงินตอบไพเราะเปี่ยมเมตตาว่า
หม่อมฉันมีนามว่าพญาสัทโทนาคราชเจ้า
เป็นหัวหน้า หรือประธานหมู่คณะ
องค์ถัดไปที่มีสีเขียวนิลคือพญาศีลวุฒินาโค
องค์สีเขียวอ่อนคือพญาหิริวุฒินาโค
องค์สีเหลืองคือพญาโอตตัปปะวุฒินาโค
องค์สีชมพูคือพญาพาหุสัจจะวุฒินาโค
องค์สีแสดคือพญาจาคะวุฒินาโค
องค์สีขาวคือพญาปัญญาเตชะวุฒินาโค
มาจากสระอโนดาตในเทือกเขาหิมาลัย พระอินทราธิราชเจ้าบนสวรรค์ทรงมีบัญชาให้มาเฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมด้วยว่าพวกเทพยดาที่เคยรักษาที่นี่อยู่ก่อนมีนิสัยไม่ดี
อาศัยแต่อามิสของชาวบ้าน เครื่องเซ่นสรวง หมูเห็ดเป็ดไก่
เหล้ายาปลาปิ้ง เป็นที่อับอายขายหน้าแก่คนต่างศาสนา
ทำให้พระพุทธศาสนาหมอง หม่อมฉันจึงได้ ขับไล่พวกเทพยดาชั่วช้าเหล่านั้นให้หนีไปแล้วเข้ารักษาองค์พระธาตุพนม
พระวิปัสสนาธุระผู้มีทิพยจักษุพอใจในคำตอบมากจึงออกจากฌาณสมาธิ
แล้วคลานเข้ามากระซิบที่หูท่านพ่อฯ
แล้วบอกว่าลองสอบถามสามเณรทรัพย์ดัง ๆ เพื่อให้ได้ยินกันทั่ว
ๆ ในหมู่ผู้เข้าสังเกตการณ์ในวันนั้นจำนวนมากว่า ท่านเป็นใคร?
มาจากไหน ? มีนามว่าอะไร ?
ปรากฏว่าสามเณรทรัพย์ที่ถูกประทับทรงตอบได้ถูกต้องตรงกันกับที่พระวิปัสสนาจารย์ได้ไต่ถามทางตาในหรือทิพยจักษุ
ทุกประการ เป็นที่น่าพอใจของท่านพ่อฯ มาก
และเริ่มจะเชื่อมาบ้างแล้ว จึงได้สอบถามต่อไปอีกว่า
พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้ามาปรากฏในที่นี้เหตุไฉนจึงแปลงร่างเป็นเทพบุตรมา
จะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเป็นพญานาคราชจริง
ร่างสามเณรที่ประทับทรงหัวเราะน้อย ๆ ก่อนตอบอย่างไพเราะว่า
ที่ไม่ปรากฏกายเป็นพญานาคมาก็เปรียบเสมือนคนเราได้เห็นผ้าขาดย่อมจะไม่สวยงามตา
อันว่าสภาพร่างกายของพญานาคนั้น
ย่อมจะเป็นที่น่าสะพรึงกลัวไม่งามตาสำหรับมนุษย์มิใช่หรือท่านเจ้าคุณ
ท่านพ่อฯ พอใจในคำตอบอันคมคายนี้ แล้วได้ถามต่อไปว่า
พระองค์เฝ้ารักษาองค์พระธาตุพนมนี้ เฝ้าอย่างไร?
พญานาคราชตอบว่า
หม่อมฉันพญาสัทโทนาคราชเจ้า
รักษาองค์พระธาตุพนมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
พญาศีลวุฒินาโคและพญาหิริวุฒินาโค
รักษาด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
พญาโอตตัปปะวุฒินาโคและพญาพาหุสัจจะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้
พญาจาคะวุฒินาโคและพญาปัญญาเตชะวุฒินาโครักษาด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
พระองค์ทรงอยู่กินหลับนอนอย่างไร
ท่านพ่อถามต่ออีก
พวกหม่อมฉันมีทิพยวิมานอยู่ใต้องค์พระธาตุนี้เอง
จะเรียกว่าอยู่ใต้บาดาลก็ได้เป็นทิพยวิมานที่สวยงามมาก
มีสระน้ำ มีสวนดอกไม้ มีภูเขาเงิน ภูเขาทอง ว่าง ๆ
นิมนต์ท่านเจ้าคุณลงไปชะมดูก็ได้ ผู้ใกสมาธิทางสมถวิปัสสนาได้สมาธิแก่กล้าดับพละได้แม้เพียงห้านาทีก็สามารถจะเห็นพวกหม่อมฉันได้ทางฌาณ
ท่านเจ้าคุณก็ดับพละได้มิใช่หรือ ?
ร่างทรงสามเณรตอบ
ท่านพ่อ
ถามต่อไปอีกว่า
พระองค์จะให้หม่อมฉันเข้าใจว่า
ที่พระธาตุพนมนี้เป็นสวรรค์ชั้นฟ้าชั้นจาตุมหาราชิกากระนั้นหรือ
ถูกต้องแล้ว
เมื่อสร้างองค์พระธาตุพนมเสร็จพญาทั้ง ๕
นครผู้สร้างได้กลับบ้านกลับเมืองและพระมหากัสสปะเถระเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ทั้งห้าร้อยองค์
ได้เสด็จกลับชมพูทวีปด้วยอธิษฐานจิตวิญญาณแล้ว พระอินทราธิราชเจ้า
ได้ทรงแต่งตั้งให้เทวดามีชื่อเป็นหัวหน้าพากันอยู่ปกปักรักษาองค์พระธาตุพนมพร้อมบริวารจำนวนสี่พันหกพระองค์
และมเหศักดิ์หลักเมืองอีกสามพระองค์ เมื่อที่ไหนมีเทพยดามาสิงสถิตอยู่
ที่นั่นจะต้องมีสวรรค์วิมานสำหรับให้เทพยดาอยู่เป็นธรรมดา
เมื่อพวกหม่อมฉันมาถึงที่นี่เพื่อรับหน้าที่แทน
ได้ขับเทพยาดาเหล่านั้นไปหมดแล้ว
สภาวะทิพย์หรือประสาทวิมานสวรรค์ชั้นฟ้าของพวกเทพยดาก็สลายไปโดยอัตโนมัติ
คือ ว่าสภาวะทิพย์ของเทพยดาทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นด้วยบุพฤทธิ์
ไม่ใช่มีขึ้นอยู่ก่อนแล้ว อย่างพวกหม่อมฉันนี้
พอมาถึงที่นี่สภาวะทิพย์ด้วยบุพฤทธิ์ก็เนรมิตทิพย์วิมานใต้บาดาลอยู่ภายใต้องค์พระธาตุพนมให้เลยทีเดียว
พญาสัทโทนาคราชเจ้า
ทรงให้อรรถาธิบายผ่านร่างทรง ท่านพ่อฯ
พอใจมากจึงถามต่อไปอีกว่า
พระองค์เป็นพญานาคราชเจ้าอยู่ในบาดาลหรือใต้ดินนี้หายใจได้อย่างไร?
ทารกในครรภ์มารดาหายใจได้
ตัวด้วงในไม้หายใจได้ ไส้เดือนในดินหายใจได้อย่างไร
หม่อมฉันก็หายใจได้อย่างนั้นดุจเดียวกัน
ร่างทรงตอบ ท่านพ่อถามต่อไปว่า
สามเณรทรัพย์ผู้นี้มีศีลบริสุทธิ์
มีฌาณสมาธิแก่กล้า ขณะเข้าฌานตรวจสอบในวันแรก
ได้พบพระองค์ที่ลานพระธาตุนั้น
เหตุไฉนพระองค์จึงเข้าประทับทรงร่างสามเณรผู้กำลังอยู่ในฌาณได้
หม่อมฉันสงสัย
ผู้มีฌานแก่กล้า
มีศีลบริสุทธิ์อย่างสามเณรน้อยรูปนี้
วิญญาณผีปิศาจเข้าสิงเข้าทรงไม่ได้หรอก
แต่สำหรับวิญญาณชั้นสูงคือ เทพพรหมแล้วละก็
สามารถจะเข้าประทับทรงได้ด้วยสาเหตุสองประการ คือ
หนึ่งเข้าเพราะมีกรรมเก่าพัวพันมาก่อนในอดีตชาติ
สองเข้าเพื่อเจตนาจะมาสร้างกุศลผลบุญ
ทำความดีไว้ในโลกมนุษย์
หม่อมฉันเข้าประทับทรงสามเณรน้อยรูปนี้ก็ด้วยเหตุประการหลัง
คือ ต้องการติดต่อกับท่านเจ้าคุณ
เพื่อแจ้งประสงค์ให้ทราบว่า พวกหม่อมฉันทั้ง ๗ นี้
นอกจากจะมีหน้าที่รักษาองค์พระธาตุพนมแล้ว
ยังมีจิตเมตตาใคร่ที่จะช่วยบำบัดทุกข์ทั้งกายและทางใจให้แก่มนุษย์ทุกเพศทุกวัยไม่เลือกชาติไม่เลือกศาสนา
ร่างทรงกล่าว
พระองค์จะให้หม่อมฉันช่วยอะไรบ้าง
ทนพ่อฯ ถาม
ท่านเจ้าคุณจะต้องเป็นประธานในการประทับทรงทุกครั้งไป
ผู้ที่จะเป็นร่างทรงคือสามเณรหรือแม่ชีผู้มีศีลบริสุทธิ์เท่านั้น
ฆราวาสไม่เอา
ประชาชนที่จะมาบำบัดทุกข์ทั้งกายและใจนี้จะต้องทำบัญชีรายชื่อไว้เป็นหลักฐาน
เหมือนทะเบียนประวัติคนไข้ตามโรงพยาบาล
แล้วจากนั้นนำคนมีทุกข์ที่ได้ลงชื่อเสียงเรียงนามแล้วมาให้หม่อมฉันตรวจสอบอาการดูว่า
เขาเจ็บไข้ได้ป่วยอะไรกันแน่ ถ้าเป็นโรคภัยไข้เจ็บทางกาย
ก็จะได้สั่งยาให้กินเช่นยาไทย ยาจิต ยาฝรั่ง
หรือสมุนไพรที่มีอยู่ตามเรือกสวนไร่นา
แต่ถ้าเป็นประเภทโรคจิตฟั่นเฟือน มึนซึมกระทือ เป็นบ้าใบ้
เสียจริต มึนงงหลงใหล หวาดกลัวร้องไห้ หัวเราะ
ใจคอหงุดหงิด จิตไม่เที่ยง ฝันร้ายนอนสะดุ้งคิดมาก
ปวดหัวมัวตานาน ๆ ต้องคุณผี คุณคนทำ ผีเข้าเจ้าสิง
เป็นโรคลมต่าง ๆ ไข้หนาว ๆ ร้อน ๆ เจ็บท้อง เจ็บหน้าอก
ง่อยเปลี้ยเสียขา ตามืดบอด ปวดหลังปวดเอว
สัตว์พิษกัดต่อย อะไรเหล่านี้
จะต้องรักษากันด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และจิตอำนาจเทวฤทธิ์
พญานาคราช กล่าว
สาธุ
เป็นพระมหากรุณาของพระองค์ยิ่งล้นพ้นที่ทรงมีจิตคิดเมตตาต่อมนุษย์ผู้มีทุกข์ทั้งหลายในโลกนี้
หม่อมฉันพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติตามประสงค์ทุกประการ
ท่านพ่อฯ
กล่าวด้วยบังเกิดความเชื่อมั่นแน่แล้วว่าวิญญาณที่ประทับทรงร่างสามเณรทรัพย์นี้
คือ พญานาคราชเจ้าผู้มีอิทธิฤทธิ์บารมีในทางสัมมาทิฎฐิ
เป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ รับบัญชาการจากพระอินทราธิราช
พระองค์ต้องการจะให้มีเครื่องเซ่นสรวงบูชาอะไรบ้างหรือเปล่า
เครื่องเซ่นสรวงบูชาไม่เอา
ขายหน้าชาวต่างชาติต่างศาสนาเขา ทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง
หม่อมฉันขอน้ำเปล่าสักถ้วยหนึ่งก็พอแล้ว
ด้วยว่าน้ำนี้เป็นสภาวะของพวกนาคราช คือ
ต้องอาศัยน้ำเป็นสื่อปัจจัยถ้าใครผู้ใดมีจิตรำลึกถึงต้องการจะติดต่อด้วยกับหม่อมฉันก็ขอให้ตั้งถ้วยน้ำขึ้น
แล้วลอยด้วยดอกมะลิหอม จุดธูปเจ็ดดอก
กล่าวอัญเชิญก็จะสามารถส่งกระแสจิตติดต่อกันได้ทันที
พญาสัทโทนาคราชเจ้ากล่าว
นี้คือค้นเหตุความเป็นมาแรกเริ่มเดิมที่จะจัดให้มีการประทับร่างทรงพญานาคทั้ง
๗ องค์ขึ้นที่วัดพระธาตุพนม ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐
เป็นต้นมา ท่านพ่อพระธรรมราชานุวัตร ได้กล่าวอยู่เสมอว่า
พระมหาเจดีย์พระธาตุพนมอันศักดิ์สิทธิ์ เก่าแก่อายุกว่า
๒๕๐๐ ปี
องค์นี้เป็นที่รวมชีวิตจิตใจของชาวภาคอีสานและพี่น้องฝั่งลาวทั่วประเทศ
เวลามีงานเทศกาลประจำปีจะมีพุทธศาสนิกชนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงมานมัสการเป็นแสน
ๆ มีจำนวนไม่น้อยที่มาขอน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคทั้ง ๗
ไปกิน
ไปทารักษาโรคภัยไข้เจ็บจนหายเป็นปกติดีเป็นที่เรื่องลือในเรื่องความมหัศจรรย์
บ้างก็มาขอหยูกยา บ้างก็มาขออาบน้ำมนต์
บ้างก็มาขอบูชาพระเครื่องที่พญานาคทั้ง ๗ ปลุกเสก
ให้เอาน้ำใสสะอาดใส่
เอาผ้าขาวสะอาดหุ้มปากให้แน่นแล้วยกเข้าไปตั้งไว้ติดโคนฐานองค์พระธาตุพนมภายในกำแพงแก้ว
เก็บไว้ในที่นั้นอย่างน้อยหนึ่งคืน เพื่อให้ท่านเสกคาถาเทวฤทธิ์
วันรุ่งขึ้นก็เอาออกมาใส่หม้อน้ำมนต์ที่อยู่ในกุฏิของท่าน
เมื่อใครเป็นอะไรให้มาขอก็ให้ไป
สำหรับไหพระธาตุนี้ เมื่อคราวพระธาตุพนมพังทลายปี ๒๕๑๘
ไหน้ำมนต์พระธาตุตั้งอยู่ในบริเวณกำแพงแก้วชั้นที่ ๒
ห่างจากองค์พระธาตุพนมประมาณ ๓ เมตร
อยู่ในท่ามกลางอิฐซึ่งพังลงมาทับถมอยู่รอบ ๆ
ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย
ยังคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิม
นอกจากการเสกน้ำมนต์รักษาคนไข้แล้ว
พญานาคราชเจ้าที่ประทับทรงสามเณรยังรักษาคนที่ป่วยเป็นนิ่วให้ด้วยโดยการใช้พลังเทวอำนาจสูบนิ่วออกมาให้เห็นกับตา
คนป่วยเป็นพันรายหายจากการทรมานจากโรคนิ่วโดยวิธีนี้
วิธีการรักษาก็คือ
ขั้นแรกจะต้องทำพิธีอัญเชิญพญานาคราชเจ้าทั้ง ๗
องค์มาชุมชนเสียก่อน
ต่อจากนั้นสามเณรก็จะเข้าสมาธิจิตติดต่อเข้าเฝ้าพญานาคราชเจ้าทั้งเจ็ด
ตอนนี้เองพญานาคราชองค์ใดองค์หนึ่งจะเข้าประทับทรงร่างสามเณร
ท่านพ่อฯ ซึ่งเป็นประธานในการประทับทรงนี้
จะให้คนไข้ที่เป็นนิ่วเข้ามานั่งหน้าแท่นพุทธบูชาห่างจากสามเณรประมาณ
๑ วา
โดยมีพระผู้เชี่ยวชาญวิปัสสนาธุระอีกรูปหนึ่งนั่งอยู่ห่าง ๆ
หลับตาทำสมาธิคอยตรวจสอบเหตุการณ์
เมื่อพญานาคเข้าประทับทรงสามเณรแล้ว
พญานาคจะบอกให้คนไข้นั่งตามสบาย
เพื่อให้ท่านตรวจหาก้อนนิ่วในท้อง และโรคภัยอื่น ๆ
ที่อาจมีแอบแฝงอยู่ ใช้เวลาตรวจสอบประมาณ ๑ นาที
ก็สามารถจะบอกได้ว่า ในท้องมีนิ่วกี่ก้อน
จากนั้นก็ให้คนไข้อ้าปากขึ้น
สักครู่เดียวพญานาคราชเจ้าจะดูดเอาก้อนนิ่วในท้องออกมา
แล้วพ่นออกจากปาก (ปากของสามเณร
โดยก้อนนิ่วนี้จะมาเข้าปากสามเณรที่ถูกประทับทรงก่อนแล้วจึงพ่นออกมาอีกที)
พระผู้เชียวชาญวิปัสสนาธุระ
หลับตาทำสมาธิ จิตคอยตรวจสอบเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาบอกว่า
ขณะที่คนไข้เป็นนิ่วอ้าปากอยู่นั้น
มองเห็นกายทิพย์ของมนุษย์ร่างหนึ่งมีขนาดโตเท่านิ้วก้อยมีรัศมีสุกปลั่ง
เหมือนประกายดาวบนฟ้าได้ลอยพุ่งออกจากร่างสามเณร
เลื่อนไหลเข้าไปในปากคนไข้
แล้วก็กลับออกมาเข้าร่างสามเณรอย่างเดิม
จากนั้นก็เห็นสามเณรพ่อนก้อนนิ่วออกจากปาก
ต่อมาพญานาคราชเจ้าได้เข้าประทับทรงทำการักษาโรคใช้ชาวบ้านอย่างพิสดารมหัศจรรย์
นั่น คือ รักษาโรคมะเร็งขแงเม็ดเลือดขาว หรือลูคีเมีย
ด้วยการสูบเลือดให้ออกจากร่างคนไข้
พ่นออกมาทางร่างประทับทรง
ลงกระโถนแล้วเต็มเลือดบริสุทธิ์ให้ด้วยสภาวะทิพย์
ปรากฏว่ารักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งของเม็ดเลือดขาวด้วยวิธีนี้
หายเป็นปกติมีอายุยืนยาวต่อไปหลายรายเป็นที่เลื่องลือ
พญานาคราชเจ้าที่เข้าประทับทรงสามเณรเพื่อรักษาโรคนั้น
นอกจากรักษาโดยการสูบนิ่วออกจากคนไข้แล้ว
ยังสามารถรักษาคนที่ถูกผีกระทำ คนมีวิชาอาคมกระทำอีกด้วย
เช่น สูบตะปูขนาด ๓ นิ้ว ๓ ดอก ออกจากคนไข้รายหนึ่ง
อีกรายหนึ่งได้สูบเอากระดูกผียาวประมาณคืบศอกออก
บางรายก็สูบเอาเส้นผมผีตายท้องกลมบ้าง ก้อนกรวดบ้าง
ด้วยมัตตาสังข์ คางคกตายซาก เศษกระดูก
ของมีคมและอะไรต่อมิอะไร อีกหลายอย่างซึ่งสิ่งของ
ท่านพ่อฯ ได้เก็บไว้ให้คนที่รักษาเป็นบางส่วน
ที่เก็บไว้ก็มีไม่ได้มาก เช่น เนื้อควายสด ๆ เปลวหมูดิบ ๆ
หนังควาย คุณไสยสด ๆ
ประเภทนี้เมื่อสูบออกจากท้องจะมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้น
แต่สักประเดี๋ยวก็จะเกิดอาการสั่นกระดุกกระดิกคล้ายสิ่งมีชีวิตและขยายตัวโตขึ้น
ๆ เอาไปชั่งดูปรากฏว่าน้ำหนัก ๓-๔ กิโลกรัมก็มี
ต้องให้ศิษย์วัดเอาไปฝังในป่าช้า
ท่านพ่อฯ
บอกว่าพวกคุณไสยนี้เป็นวิชาลึกลับร้ายกาจของพวกเขมรและอิสลาม
พญานาคราชเจ้าท่านบอกว่าตรวจเห็นได้ง่ายกว่าอย่างอื่น
เพราะเป็นวัตถุที่มีอยู่ในโลก
แต่ถ้าเป็นวิญญาณผีร้ายประเภทต่าง ๆ เข้าสิงในร่างแล้ว
จะมองเห็นเป็นจุดดำ ๆ
หลบซ่อนอยู่ในร่างกายคนไข้ที่โน่นที่นี่
ต้องสำทับสั่งให้ปรากฏร่างมันถึงจะแสดงตัวเป็นรูปร่างให้เห็น
พญานาคจะสั่งให้มันออกจากร่างคนไข้
ผีบางตัวก็ยอมโดยดีด้วยความกลัว
แต่ผีบางตัวดุร้ายมีฤทธิ์ไม่ยอมออกง่าย ๆ
ผีประเภทนี้พญานาคราชเจ้าท่านเพียงแต่คอยยืนกำกับสั่งการให้ร่างทรงปราบเองโดยบอกคาถาปราบให้บ้าง
ซึ่งคนไข้เหล่านี้เมื่อวิญญาณผีออกจากร่างไป
ก็จะหายเป็นปกติ
การรักษาคนไข้ของพญานาคราชเจ้า
ด้วยการเข้าประทับทรงนี้ส่วนมากหายขาดจากโรงภัยได้อย่างมหัศจรรย์
แต่ก็มีหลายรายเหมือนกันที่ไม่รอด
เพราะถึงคราวที่ต้องตายไปตามวิบากกรรมของตน รายไหนจะไม่รอด
พญานาคราชเจ้าจะตรัสผ่านทางร่างประทับทรงว่า
คนไข้รายนี้อาการหนักนะท่านเจ้าคุณ
ถ้าท่านบอกอย่างนี้ก็แปลว่าแย่
ไม่มีทางรักษาได้นอกจากจะผ่อนหนักเป็นเบา
เช่นกำหนดคงจะตายภายในสามวันหรือเจ็ดวัน
แต่พ่อแม่หรือลูกหลานอยู่ไกลยังมาไม่ถึงอยากเห็นหน้าอยากจะสั่งเสียอะไรเหล่านี้
พญานาคราชเจ้าก็พอจะช่วยต่ออายุให้ได้บ้างตามสมควรแก่กรณี
|