|
พระธาตุพนม
ได้แสดงอภินิหารให้ปรากฏมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน
ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ อยู่เหนือเหตุผลและคำอธิบาย
เฉพาะที่พระธรรมราชานุวัตร และ ดร. พระมหาสม สุมโน
และผู้รู้เห็นเหตุการณ์ที่ประจักษ์พยานคนอื่น ๆ
ได้จดบันทึกไว้มีตามลำดับดังนี้
พ.ศ. ๒๔
พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ เจ้าเมือง
สั่งให้นำมโหระทึกของพระธาตุไปไว้ที่เมืองนครพนม
คณะคนงานหามไปถึงประตูน้ำ
ถนนอิฐที่หนึ่งก็มีเอสียงดังตึงตังในท้องมะโหระทึก
คล้ายมีสัตว์ประหลาดใหญ่เท่าคนวิ่งออกมา แล้วกระโจนลงในบึงน้ำทางใต้
วิ่งไปบนน้ำเหมือนกับเหยี่ยวตัวใหญ่ น้ำแตกกระจายเป็นระลอก
มีเสียงดงเหมือนควายวิ่ง
พ.ศ. ๒๔๕๐ เดือนหกฝนตกเกิดฟ้าผ่า หอโฮงพระพนมนครานุรักษ์
เจ้าเมืองเนื่องจากทุจริตนำเงินที่พระครูวิโรจน์ฯ
รวบรวมไว้บูรณะองค์พระธาตุพนม ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไฟไหมจวนที่พัก
หอนั่งว่าราชการและสิ่งของต่าง ๆ
แม้เก็บไว้ในทุ่งนาก็มีลำแสงไปสีเขียวตามไปไหม้จนหมดสิ้น เรือของพ่อค้า
๒ ลำ
ซึ่งเจ้าเมืองทุจริตให้พ่อค้ายืมไปซื้อก็ล่มลงในลำน้ำโขงคราวเดียวกัน
พ.ศ. ๒๔๙๗ ในงานประจำปีวันเพ็ญเดือน ๓
ของปีนั้นมีพิธียกฉัตรองค์พระธาตุพนมเป็นงานรัฐพิธีได้นิมนต์เจ้าคณะจังหวัด
๑๕ จังหวัดมาร่วมพิธี มีหลวงสวัสดิ์สรยุทธ ร.ม.ต.
ช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานฝ่ายรัฐบาล และพระพิมลธรรม ส.ม.ต.
องค์การปกครองเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีงานฉลองสมโภชน์ ๗ วัน ๗ คืน
วันสุดท้ายของงานมีแสงประหลาดลำยาวเกือบวา
พุ่งปราดมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ กองทหารรักษาความสงบเตรียมพร้อม
เข้าใจว่าข้าศึกยิงมาจากฝั่งลาว
แสงนั้นพุ่งตรงเข้ามากลางบึงหน้าวัดก็เลี้ยวไปทางใต้ผ่านหน้าวัดต่ำมาก
ผู้คนแตกตื่นโจษขานกันมาก
พ.ศ. ๒๕๐๐ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ เวลา ๐๒.๐๐ น. มีฝนตก นายไกฮวด
ชาวตลาดอำเภอธาตุพนมมารองน้ำฝนที่หน้าบ้าน
เห็นแสงประหลาดโตเท่าลำตาลมีสีต่าง ๆ
มาจากทางทิศเหนือถึงพระธาตุพนมแล้วหายไป
ต่อมาเมื่อมีการนั่งทางในตรวจสอบ (
ผู้จัดทำเข้าใจว่าเป็นการนั่งร่างทรง ) จึงทราบว่าเป็นพญานาคทั้ง ๗
มาจากสระอโนดาดในเทือกเขาหิมาลัย เพื่อมารักษาอพระธาตุ
วันที่ ๑๗ - ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ วันพบพระอุรังคธาตุ
ลมได้เปลี่ยนทิศทาง พัดมาจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก
ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆบาง ๆ ฝนโปรยมาเล็กน้อย
อากาศเย็นสบายเป็นอยู่เช่นนี้ ๗ วันก็หายไป
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ
ในการตรวจค้นโบราณวัตถุหลังพระธาตุพนมล้มขณะพบผอบใบหนึ่งซึ่งทำด้วยสำริด
ข้างในบรรจุพระอรหันต์ธาตุ ๒ องค์ เมื่อเปิดผอบกลิ่นหอมเย็น ๆ
คล้ายกลิ่นน้ำมันจันทร์ฟุ้งกระจายทั่วบริเวณในรัศมี ๑๐ เมตร
สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกประการหนึ่งก็คือ ในวันพระธาตุล้ม
เจดีย์ ศิลา สิ่งของมีค่าต่าง ๆ
รวมทั้งบุษบกมิได้กระจัดกระจายกระเด็นออกมาจากถาดสำริด
อันเป็นที่รองรับถาดสำริดเองก็ร่วงหล่นลงมาในลักษณะเกือบคว่ำ
แต่ไม่คว่ำยังคงหงาย รองรับเจดีย์ศิลา
และบุษบกที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่เช่นเดิม
นอกจากนั้นวัตถุมงคลที่แคล้วคลาดจากการหักพังขององค์พระธาตุพนมคือ
พระพุทธรูปปางมารวิชัย พระประธานหอพระแก้ว
ซึ่งยังตั้งโดดเด่นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งอภินิหาร ขององค์พระธาตุพนมนี้
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
ได้กล่าวในงานนิทรรศการพระธาตุพนมที่หอสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๗
ตุลาคม ๒๕๑๘ ว่า พระธาตุพนมแสดงอิทธิฤทธิ์อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง คือ
ท่านเปิดเผยให้เห็นถึงพระบรมสารีริกธาตุที่ปกปิดอยู่ภายในนับพันปี
และการพบพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้ก็พบในรัชกาลที่ ๙
ฉะนั้นจึงถือว่าเป็นมงคลนิมิตอันดีของประเทศชาติบ้านเมืองของเรา
เมื่อวันที่ ๒๒ - ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒
ในพิธียกฉัตรและบรรจุพระอุรังคธาตุได้มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นอภินิหารขององค์พระธาตุพนม
คือ ในวันที่ ๒๒ มีนาคม ขณะที่พระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ( วาส
วาสโน ) เป็นประธานยกฉัตร โดยมีนายสมภพ โหตระกิตย์เป็นผู้กล่าวรายงาน
มีเมฆก้อนหนึ่งมีรูปสัณฐานคล้ายองค์พระธาตุพนม
ลอยมาทางทิศเหนือบดบังดวงอาทิตย์ไว้ทำให้พื้นที่บริเวณงานไม่มีแสงแดด
พอองค์ฉัตรขึ้นไปประดิษฐานบนยอดเจดีย์เรียบร้อยแล้ว
เมฆก้อนนั้นก็ไหลผ่านดวงอาทิตย์ไป และในวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ เวลา
๑๔.๑๙ น.
ขณะที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินีนาถพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงสิรินทร
กระทำพิธีบรรจุอุรังคธาตุอยู่นั้น ทันใดท้องฟ้าที่โปร่ง
มีแสงแดดแผดจ้าและอากาศร้อนอบอ้าว ก็พลันเปลี่ยนมีเมฆมาปกคลุมบาง ๆ
มีลมโชยมาเบา ๆ อากาศเย็นสบายตลอดจนพิธีเสร็จสิ้น
บุญญาบารมีแห่งองค์พระธาตุพนม
มีมากมายไม่อาจที่จะเล่าให้หมดได้
อภินิหารเฉพาะที่เป็นดวงแก้วประหลาดลอยเข้าสู่พระธาตุก็ดี
หรือกรณีมีเมฆหมอกบดบังแสงอาทิตย์ขณะทมีพิธีสำคัญ ๆ ก็ดี
มีปรากฏให้เห็นเป็นประจำทุกครั้งที่มีพิธีการดังเช่น เมื่อเวลา ๐๑.๐๐
น. ของวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๒๗
ปรากฏมีดวงแก้วประหลาดรัศมีเหมือนดวงจันทร์ ประมาณ ๓๐ ดวง มีดวงโต ๑
ดวง ขนาดเท่าผลมะตูมมนนำหน้าขบวน
ลอยมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุพนมในระดับเสมอยอดพระธาตุ
เมื่อลอยมาถึงยอดพระธาตุแล้วก็ลอยค้างอยู่ระยะหนึ่ง
ดวงโตที่นำขบวนก็ดับลง ดวงอื่น ๆ ก็ดับลงพร้อมกัน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวราษฎรหมู่ที่ ๗ ตำบลธาตุพนมเห็นกันเป็นจำนวนมาก
ในระหว่างที่ข้าพเจ้าผู้เขียนดำรงตำแหน่งนายอำเภอธาตุพนม
ก็ได้พบอภินิหารแห่งองค์พระธาตุพนมด้วยตนเองหลายครั้ง
ครั้งแรกในพิธีรำบูชาองค์พระธาตุพนม ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม
วันสุดท้ายของประเพณีไหลเรือไฟประจำปี ๒๕๓๒ ในพิธีมีนายมังกร กองสุวรรณ
ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
ขณะทำพิธีได้ปรากฏเมฆฝนหนาทึบลอยมาจากทศตะวันออกบดบังแสงอาทิตย์ไปทั่ว
ข้าพเจ้านึกในใจว่าฝนจะต้องตกในระหว่างพิธีร้อยเปอร์เซนต์
เพราะมรสุมกำลังพัดผ่านจังหวัดนครพนมพอดี
แต่ฝนก็ไม่ตกเพียงแต่บดบังแสงอาทิตย์ไว้จนพิธีเสร็จสิ้นและเหตุการณ์เช่นเดียวกัน
แบบเดียวกันกับปี ๒๕๓๒ ก็เกิดขึ้นซ้ำอีกเป็นครั้งที่ ๒
ในพิธีรำบูชาองค์พระธาตุพนมในเทศกาลไหลเรือไฟ ๒๕๓๓
ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด พ.ต. ปรีดา นิสสัยเจริญ เป็นประธานในพิธี
ในปีนี้พิธีได้มีขึ้นท่ามกลางลมมรสุมพัดผ่านเช่นเดียวกัน
และมีเมฆฝนหนาทึบมาบดบังตลอดงานเช่นเดียวกัน เมื่อพิธีเสร็จประมาณ
๑๒.๓๐ น. จึงมีแสงแดดแผดจ้า อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวและตอนเย็นก็มีฝนตก
ความเชื่อความศรัทธาของสามัญชนที่มีต่อองค์พระธาตุพนม
ประการหนึ่งคือ การขอบุตรจากองค์พระธาตุพนม
ผู้ที่ไม่มีบุตรมาก่อนและต้องการมีบุตรสืบตระกูล
ผู้ที่มีบุตรสาวแต่ไม่มีบุตรชายหรือมีบุตรชายแต่ไม่มีบุตรสาวก็ดี
บุคคลที่มีปัญหาเหล่านี้เพมื่อไปปรึกษาแพทย์แล้วทำตามคำแนะนำของแพทย์ก็แล้ว
ก็ยังไม่มีบุตรเช่นนี้ สุดท้ายก็มักจะไปขอบุตรจากองค์พระธาตุพนม
ซึ่งมีผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับผู้เขียนหลายรายดังเช่น คุณเกียรติศักดิ์
ตุงคะมณี นายอำเภอ หรือคุณเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น
ก็ได้ไปกราบบนบานขอลูกจากองค์พระธาตุพนม และก็ได้บุตรชาย.
|