|
ในสมัยครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรมานอยู่สำราญในพระเชตวันอารามยามใกล้รุ่งเจ้าอานนท์อุปัฏฐากด้วยน้ำและไม้สีฟันเมื่อพระพุทธเจ้าเมิ้ยนกิจชำระแล้วหลิง
เห็นโบราณประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ที่เสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วทรงไว้ธาตุในดอยกปณคิรีอันมีในที่จิ่มใกล้เมืองศรีโคตบุรีพระองค์จึงทรงผ้ากัมพละผืนแดงงามมีวรรณเหมือนแสงสุริยะเมื่อแรกขึ้น
อันเป็นผ้าที่พระนางโคตมีได้ถวายให้เป็นทานแล้วแลทรงบาตรบ่ายหน้าสู่ทิศตะวันออก
เจ้าอานนท์ตามพุทธลีลามาทางอากาศ
เสด็จประทับหนองคันแทเสื้อน้ำ (
เวียงจันทน์ )
เสด็จลงที่ดอนก่อนเนานั้นก่อน
แล้วจึงมาสถิตอยู่แคมหนองคันแทเสื้อน้ำพระองค์ทอดพระเนตรแลเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้น
ที่โพนจิกเวียงงัวใต้ปากห้วยกู่คำพระองค์จึงทำสิตุการแย้มัว
ยามนั้นเจ้าอานนท์จึงไหว้ว่า พระองค์แย้มหัวด้วยเหตุสิ่งใดจา
พระพุทธเจ้าจึงทรงพยากรณ์ทำนายบ้านเมืองให้เจ้าอานนท์ฟังฮู้แจ้งอนาคตตังสญาณว่าบ้านเมืองอนจักเกิดมีภายหน้าตักเสื่อม
และเจริญกับทั้งท้าวพระยาประชาราษฏรมีประการต่าง ๆ
ตามนิมิตแห่งแลนคำแลบลิ้นนั้นแล (พระพุทธทำนายตอนนี้เป็นตำราภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ของวงศักษัตริย์ล้านช้างยืดยาว
จงดูความพิสดารในอุรังคธาตุ ฉบับพิมพ์ พ.ศ.2483 และฉบับในใบลาน |
|
 |
มูลเหตุพระธาตุบังพนพระพุทธบาทโพนฉัน
(อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย)
ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จจากหนองคันแทเสื้อน้ำ
ไปประทับอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว
พระยาปัพภารนาคนิรมิตเป็นตาผ้าขาวออกมารับเอาบาตรและอาราธนาพระพุทธองค์ไปสู่ภูเขาลวง
ให้สถิตในร่มไม้ป่าแป้งต้นหนึ่ง ปัพภารนาคถวายภัตตาหารแก่พระองค์
ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว จึงประทานผ้ากัมพละผืนหนึ่งแก่พญานาคนั้นแล้ว
เสด็จไปฉันเพลที่ใกล้เวินหลอด คนทั้งหลายจึงเรียกสภานที่นั้นว่า เวินเพล
มาเท่ากาลบัดนี้ (กลายมาเป็นโพนแพง)
ในครั้งนั้น ยังมีพญานาคชื่อว่า สุขหัตถีนาค
เนรมิตเป็นช้างพลายถือดอกไม้เขามาขอเอารอยพระบาทไว้
ระพุทธงค์จึงย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหินใกล้ริมแม่น้ำชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน
ช้างตัวนั้นก็เข้าไปอุปัฏฐากด้วยยกงวงขึ้นใส่หัวแล้วก็หลีกหนีไป
มูลเหตุพระพุทธบาทเวินปลา (อำเภอเมืองนครพนม)
แต่นั้นพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเมืองศรีโคตบอง
ถึงที่อยู่ของพญาปลาตัวหนึ่งพญาปลาตัวนั้นเห็นพระรัศมีของพระพุทธเจ้าจึงพาบริวารล่องลอยตามไป
พระพุทธองค์เห็นเหตุการณ์ดังนั้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์
เจ้าอานนท์ทูลถามเหตุแห่งการณ์แย้มนั้นแล้วพระองค์จึงได้ตรัสว่า
ตถาคตเห็นพญาปลาตัวหนึ่งพาบริวารตามมาถึงฝั่งน้ำทีนี้ปลาตัวนี้แต่ก่อนเป็นมนุษย์
ได้บวชในศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า
ได้มาถึงแม่น้ำที่นี้ภิกษุนั้นได้เด็ดใบไม้กรองน้ำฉัน บ่ได้แสดงอาบัติ
ครั้นใกล้จุติได้มีความกินแหนงถึงกรรมที่ได้ทำนั้น
จึงได้มาเกิดเป็นปลาอยู่ในที่นี้เพื่อเสวยวิบากอันนั้น
เมื่อมันได้เห็นรัศมีและได้ยินเสียงฆ้อง กลอง แส่ง
จึงได้ออกมาจากที่อยู่เป็นอาจิณ ด้วยเหตุมันเคยได้เห็นรูปารมณ์
สัททารมณ์อันดีมาแต่กาลก่อน จึงได้รู้
สัพพสัญญานั้นๆ พญาปลาตัวนี้จักมีอายุยืน
ตลอดถึงพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจึงจักได้จุติจากชาติอันเป็นปลามาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว
จักได้ออกบวชเป็นภิกษุในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล
เมื่อพญาปลาตัวนั้นได้ยินพระพุทธพยากรณ์อันนี้ก็ชื่นชมยินดีมากนัก
จึงคิดอยากจะได้รอยพระพุทธบาทไว้ที่โหง่นหินในน้ำที่นั้นคนทั้งหลายจึงเรียกสถานที่นั้นว่า
พระบาทเวินปลา มาเท่ากาลบัดนี้แล
เสด็จดอยกปณคิรี (ภูกำพร้า ธาตุพนม)
ทรงปรารภภูกำพร้าและเมืองศรีโคตบูร
ครั้งนั้น เมื่อพระศาสดาทรงทราบเหตุพระยาศรีโคตบูรดังนั้น
จึงตรัสกับพระยาอินทร์ว่า ดูราอินทาธิราช
ตถาคตมาสถิตที่นี้ราตรีหนึ่งด้วยเหตุอันใดจา พระยาอินทร์จึงทูลตอบว่า
พระองค์เสด็จมาที่ภูกำพร้าราตรีหนึ่งนั้น
ก็เพราะทรงอาศัยอดีตเหตุพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ มีพระกกุสนธเป็นเค้า
มีพระพุทธกัสสปเป็นปริโยสาน ซึ่งเสด็จเข้าสู่ปรินิพพานไปแล้วนั้น
พระอัรหันต์ทั้งหลายเทียรย่อมนำเอาประบรมธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง 3
พระองค์นั้นมาประดิษฐานไว้ในภูกำพร้าที่นี้เพื่อเป็นที่ไหว้สักการบูชาของท้างพระยาเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในภายภาคหน้าอันนี้เป็นพระเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสืบ
ๆ กันมาบ่ขาด
เฉพาะที่พระพุทธองค์ทรงฉันบิณฑบาตของพระยาศรีโคตบูรนั้น
คนทั้งหลายเรียกเมืองศรีโคตบอง พระยาอินทร์จึงกราบทูลว่า
ผู้ข้าทั้งหลาย อินทร์ พรหม เทวบุตร เทวดาเรียกเมืองศรีโตโม
เพราะเหตุพระองค์ทรงพระนามว่า โคตม หากให้ศรีสวัสดีแก่พระยาศรีโคตบูร
ผู้ข้าทั้งหลายเรียกดังนี้
เมื่อพระยาอินทร์ทูลชอบแก่พระพุทธวิสัยดังนั้น
พระองค์ก็ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่หั้นแล
ในขณะนั้น เทวดามเหศักดิ์ทั้งหลาย ผู้สถิตอยู่ในราวป่าที่นั้น
เมื่อได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงสาธุการขึ้นพร้อมกัน
ภายบนถึงชั้นอกนิษฐพรหม ภายล่างถึงขอบจักรวาลเป็นที่สุด
พระยาอินทร์กราบทูลดังนั้นแล้วก็เสด็จกลับคืนไปสู่ที่อยู่ของตน
ทรงพยากรณ์พระยาศรีโคตบูร
ในกาลนั้น
พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ให้แจ้งแก่เจ้าอานนท์ว่า
ดูราอานนท์พระยาศรีโคตบูรองค์นี้จักจุติไปเกิดในเมืองสาเกตนคร
อันอยู่ทิศตะวันตกเมองศรีโคตบูรจักมีนามว่า สุริยกุมาร
เมืองศรีโคตบูรนี้ จักย้ายไปตังที่ป่าไม้รวกมีมีนามว่า เมืองมรุกขนคร
เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว
สุริยกุมารจักได้เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาทั้งหลายและจักได้ก่อแฮกพระพุทธศาสนาไว้ในเมืองร้อยเอ็ดประตู
เมืองสาเกตนครนั้นจักเสื่อมสูญไป
ตั้งแรกแต่นั้นไปพระพุทธศาสนาจึงรุ่งเรือง
เสมอกับเมื่อพระตถาคตยังมีชีวิตอยู่นั้นชะแล
ครั้นสุริยกุมารจุติไปจัดได้มาเอดเป็นพนาสุมิตตธรรมวงศา
มรุกขนครจักได้อภิเษกพ่อนา เป็นพระยาจันบุรีหนองคันแทเสื้อน้ำ
และแฮกตั้งพระพุทธศาสนาในที่นั้น
ดูราอานนท์
พระยาสุมิตตธรรมองค์นี้จักได้ฐปนาอุรังคธาตุของตถาคตไว้ในภูกำพร้าที่นี้
แล้วจักได้กลับไปโชตนาพระพุทธศาสนาอันแตกม้างในเมืองสาเกตร้อยเอ็ดประตูจนตลอดอายุของตนหั้นแล
ทรงพยากรณ์เมืองมรุกขนคร
ส่วนเมืองมรุกขนครนั้น
จักย้ายไปตั้งพระพุทธศาสนาใกล้ที่อยู่ของพญาปลาตัวนั้น (คือใกล้รอยพระบาทเวินปลา)
แต่เมืองนั้นมออาจตั้งเป็นเอกราชอยู่ได้ดังแต่ก่อน
จักเป็นเมืองน้อยขึ้นแก่เมืองใหญ่ ที่พระยาผู้มีบุญสมภารเสวยราชสมบัติ
ครอบครองนั้นแล
เหตุว่าตถาคตอธิฐานรอยบาตไว้ที่ก้อนหินให้แก่พญาปลาตัวนั้นเพื่อเป็นที่สักการบูาชา
ครั้นพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ดังนี้แล้ว
จึงผินพระพักตร์เมืองจุฬณีพรหมทัตและเมืองอินทปัฐนคร
ขณะนั้นพระอานนท์มีสงสัยว่า พระองค์จักเสด็จเมืองทั้งสองนั้นหรือ ๆ
ว่าบาเสด็จไปหนอ จึงกราลทูลว่า
เมื่อพระองค์เสด็จจากภูกำพร้าที่นี้แล้วจะเสด็จไปที่ใดจา
พระพุทธองค์จึงตรัสว่า จากที่นี้แล้ว
เราตถาคตจักไปชุมรอยบาที่หนองหารหลวงนั้นก่อน
แล้วในเมืองหนองหารหลวงนั้นมีพระยาองค์หนึ่งนามว่า พระยาสุวรรณภิงคาร
เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนั้น
เสด็จถึงแม่น้ำพุง (เขต อ.เมืองสกลนคร)
ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จไปตามมรรคาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง
อันอยู่ระหว่างทางยังมีนาคตัวหนึ่งชื่อว่า โธทนนาค
เคยเป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสุทโธทนมาแต่ชาติเมื่อเป็นมนุษย์
เมื่อเวลาจะตายมีจิตโกรธกล้า
จึงได้มาเกิดเป็นนาคเลาะเรียบหากินปลาตามริมแม่น้ำ
พระพุทธองค์ทรงทราบเหตุอันนี้ จึงตรัสว่า
ดูราโธทนนาคเอยท่านอย่าได้ถือหาบอันหนักซ้ำเติมหาบอันเก่าให้หนักขึ้นเทอญ
เมื่อพญานาคได้ยินดังนั้น จึงฮำเพิงในใจว่า
บุคคลผู้ใดมาฮู้จักเชื้อชาติแห่งกูและตักเตือนกูสันนี้หนอ
กูควรเข้าไปดูให้ฮู้ คำนึงดังนี้แล้ว
จึงเข้าไปใกล้พระพุทธองค์พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูรานาคเอย
ท่านมาหาเราเพื่อจะปลงหาบอันหนักหรือ
เราจะปลดเสียยังทุกข์ให้ท่านได้ถึงสุข เมื่อพญานาคได้ยินดังนั้นแล้ว
ก็มีจิตใจเบิกบานชื่นชมยินดียิ่งนัก
จึ้งเข้าไปกราบแทบบาทมูลของพระศาสดา แล้วก็ได้ตังอยู่ในพระไตรสรณาคมน์
ครั้นจุติจากชาติอันเป็นนาคก็ได้ไปบังเกินในชั้นดาวดึงส์นามปรากฏว่า
โธทนนาคเทวบุตร ตามวงศาแห่งตน
แม่น้ำที่นาคอาศัยอยู่แต่ก่อนนั้นคนทั้งหายเรียกน้ำนำพุงมาเท่ากาลบัดนี้แล
เสด็จประทับหนองหารหลวงประทานรอยพระบาท
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากที่นั้นแล้ว
ก็เสด็จไปสู่เมืองหนองหารหลวง พระยาสุวรรณภิงคาร เห็นพระศาสดามาดังนั้น
จึงทูลอาราธนานิมนต์เข้ไปฉันที่หอปราสาท
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตกิจสำเร็จแล้ว
ก็เทศนาสั่งสอนพระยาสุวรรณภิงคาร
แล้วจึงเสด็จลงจากปราสาทไว้รอยพระบาทในที่นั้นต่อหน้าพระยาสุวรรณภิงคาร
แล้วทรงทำปาฏิหาริย์ให้เป็นแก้วออกจากพระบาททั้ง 2 พระบาทละลูกโดยลำดับ
ซ้ำทรงทำปาฏิหาริย์ให้ออกมาอีกลูกหนึ่ง
เมื่อพระยาสุวรรณภิงคารทอดพระเนตรเห็นดังนั้น
ก็บังเกิดอัศจรรย์ใจยิ่งนักว่า เหตุใดหนอ
แก้วจึงออกมาจากพระบาทพระศาสดาได้นี้จา
ในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูรามหาราช
สถานที่นี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์
แก้วจึงออกมาจากที่นี้ 3 ลูก คือ รอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสนธ
โกนาคมน และกัสสป พระพุทธเจ้าทั้ง 3
พระองค์นี้ได้เสด็จไปรับบิณฑบาตในเมืองศรีโคตบูร
แล้วมาฉันที่ภูกำพร้าจึงเสด็จมาประดิษฐานรอยพระบาทไว้ด้วยเหตุอันใด
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูรามหาราช
ที่เป็นบ้านเป็นเมืองตั้งพระพุทธศาสนาอยู่นั้น แม้มีเหตุควรไว้
พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไปไว้ด้วยเหตุเป็นที่หวงแหนแห่งหมู่เทวดาและพญานาคทั้งหลาย
และบ้านเมืองก็จักเสื่อมสูญ
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียรย่อมไว้ยังรอยพระบาทไกลบ้านเมือง
พระพุทธสาสนาก็จักตั้งอยู่ก้ำท้ายเมืองและหัวเมืองเมื่อพระพุทธเจ้า
ได้ไว้จิตแก้ว
กล่าวคือรอยพระบาทที่ท้ายเมืองทิศใต้นั้นพระพุทธศาสนาจักตั้งรุ่งเรืองในเมืองนั้นก่อน
แล้วจึงย้ายห่างมาใต้ตามรอยพระบาท เมื่อไว้จิตแก้วก้ำหัวเมือง
พระพุทธศาสนาก็จักตังในเมืองนั้นแล้วจึงย้ายห่างไปทางเหนือที่รอยพระบาทอันพระพุทธเจ้าได้ประดิษฐานไว้นี้ก็ไป่ตั้งเมืองคนทั้งหลายจึงจักตั้งอยู่เป็นปกติ
ส่วนเมืองหนองหารหลวงนี้
เมื่อพระพุทธเจ้าได้มาสุมรอยพระบาทไว้สมัยพระยาองค์ใดเสวยราชสมบัติ
พระยาองค์นั้นเสวยราชสมบัตินั้น
พระยาองค์นั้นได้สร้างบุญสมภารมาแล้วตังแสนกัลป์ทุก ๆ พระองค์
ถึงเมืองหนองหารน้อยก็ดุจเดียวกัน
และทั้งสองเมืองนี้เมื่อตั้งก็เกิดพร้อมกัน
ด้วยเหตุที่เสด็จมาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ครั้นสิ้นชั่วพระยาทั้งสองเมืองนี้เทวดาและนาคทั้งหลายที่รักษาหนองหารหลวงและหนองหารน้อย
ก็จักได้ให้น้ำไหลนองเข้ามาหากัน ท่วมรอยพระบาทและบ้านเมือง
คนทั้งหลายจึงได้แยกย้ายกันไปตังในราชธานีใหญ่
ที่พระพุทธะศาสนาตั้งรุ่งเรืองอยู่นั้น
เมื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จเข้าสู่นิพพานไปแล้วพระอรหันต์ทั้งหลายจักได้นำเอาพระธาตุพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ริมแม่น้ำธนนที
ราชธานีบ้านเมืองพระพุทธศาสนาจักรุ่งเรื่องไปตามริมแม่น้ำอันนั้นเมืองฝ่ายเหนือกลับไปตั้งอยู่ฝ่ายใต้
ฝ่ายใต้กลับไปตั้งอยู่ฝ่ายเหนือ
เมืองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางนั้นประเสริฐมีอานุภาพยิ่งนัก
ท้าวพระยาทั้งหลายที่มีบุญสมภารจักได้เสวยราชสมบัติ บ้านเมือง
อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ครั้นสิ้นพระพุทธศาสนาแล้ว ราชธานีบ้านเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำฝ่ายเหนือ
กลับไปฝ่ายเหนือก็เมืองราชธานีที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียวบิณฑบาต
เป็นต้นว่า
เมืองศรีโคตบองก็กลับมาตั้งอยู่ที่เก่าเมืองราชธานีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางนั้น
ก็กลับมาตั้งอยู่ริมหนองหารดังเก่า เพื่อรอท่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ครั้งนั้น
ท้าวพระยาทั้งหลายที่มีบุญสมภารก็บังเกิดขึ้นตามราชธานีนั้น ๆ
อันนี้หากเป็นจารีตประเพณีสืบ ๆ มาแห่งแม่น้ำธนนที
พระพุทธศาสนาก็จักตังอยู่แต่ทิศเบื้องเหนือและทิศเบื้องใต้และทิศตะวันตกและทิศตะวันออก
ไปตามริมแม่น้ำอยู่เป็นปกติ
ดูรามหาราช
ตถาคตเทศนาศาสนาแลนครนิทาน ดังกล่าวมาแล้ว
เหตุนั้นจึงได้ว่าไป่มีคนอยู่ในหนองหาร
ถึงแม้ว่ามีคนอยู่ในรมหนองหารทั้งสองนั้น
ท้าวพระยาที่มีบุญสมภารเป็นเอกราชนั้นจักตั้งอาณานิคมในพระพุทธศาสนาอันใหญ่นั้นก็ไป่มีเท่ามีก็เป็นแต่ปัจจันตพระพุทธศาสนาตามกาลสมัยนั้นแลเมื่อพระยาสุวรรณภิงคารได้ทรงสดับรัตนปัญหาดังนั้นก็ทรงโสมนัสซาบซึ้งในพระขันธสันดานยิ่งนักและมีพระทัยปรารถนาจะตัดพระเศียรบูชารอยพระพุทธบาททันใดนั้นพระนางเทวีได้ทูลห้ามไว้าว่า
เมื่อมหาราชยังมีพระชนม์อยู่จักได้สร้างพระราชกุศลเพิ่มเติมต่อไปไป่ควรที่พระองค์จะมาทำเช่นนี้เมื่อพระยาได้ทรงสดับถ้อยคำพระนางเทวีห้ามดังนั้นจึงถอดมงกุฏออกบูชาพระศาสดาซ้ำตรัสเทศนาโปรดเป็นครั้งที่
2 เพื่อให้พระยามีศรัทธาอาจหาญในธรรม (ดูความพิสดารในคัมภีร์อุรังคธาตุ)
สร้างพระธาตุเชิงชุม
พระยาสุวรรณภิงคารพร้อมด้วยพระราชเทวี
ได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาพระบาทลักษณ์และอปริหานิยธรรม
อันพระศาสดาตรัสเทศนาดังนั้น ก็ทรงบีติปราโมทย์ยิ่งนัก
แล้วทรงสร้างอุโมงค์ด้วยหิน
ปิดรอยพระบาทพร้อมทั้งมุงกุฏเหตุนั้นจึงพากันเรียก พระธาตุเชิงชุม
มาเท่ากาลบัดนี้
ทรงตรัสปรารภบริโภคเจดีย์
พระศาสดาตรัสเทศนาแกพระยาสุวรรณภิงคารว่า
ที่ใดตถาคตได้ลงจากอวกาศและสถิตอยู่ได้เห็นเหตุอันใดอันนึ่ง
แล้วทำนายนั้นเป็นกงจิตแก้วอันหนึ่งและที่ลมไม้อันตถาคตฉันข้าวนั้น
ก็เป็นกงจิตแก้วอันหนึ่ง พงศ์ทั้งสองนี้เรียกว่า โชติกเจดีย์
พระพุทธศาสนาจะรุ่งเรืองในที่นั้น
ที่ตถาคตได้ไสยาสน์และบิณฑบาตมาฉันที่นั้นเป็นพงศ์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
เสอมด้วยดอยสิงคุตร (ธาตุย่างกุ้ง)
ที่ตถาคตยืนทรงบาตรยืนอิงต้นไม้นั้นเป็นพงศ์อันหนึ่ง
และเมื่อว่าตถาคตได้หมายกงจิตแก้วที่ใด
ต่อไปภายหน้าโพ้นโชติกเจดีย์บังเกิดขึ้นในที่นั้น ดูรามหาราช
เจดีย์ที่ก่อโลมบาทเชิงชุมยัดนี้ ปัจจุบันอัปปเจดีย์
ไป่รุ่งเรืองภายหน้า
เสด็จไปประทับดอยแท่น
ครั้นพระพุทธองค์
ทรงเทศนาแก่พระยาสุวรรณภิงคารดังนั้นแล้ว
จึงเสด็จขึ้นดอยลูกหนึ่งข้างในเป็นดังคูหา คนทั้งหลายขึ้นไปดอยลูกนั้น
มองเห็นหนองหารหลวงและหนองหารน้อยมองเห็นเมืองศรีโคตบูรและภูกำพร้า
พระยาสุวรรณภิงคารให้สังวาลย์ทองคำหนัก 300,000 (สามแสน)
เป็นทานแก่คนทั้งหลายที่มีกำลังก่อแท่นด้วยหินมุกเป็นปัจจุบันโดยพลัน
และพระองค์ก็เสด็จขึ้นพรแท่นระลึกถึงพระมหากัสสปเถร ก็มาเฝ้า
พระพุทธองค์ตรัสแก่ พระมหากัสสปเถรเป็นภาษาบาลีว่า อุรงฺคธาตุกสฺสป
กปรคิริ อปฺปตฺตรา ดังนี้ แล้วจึงผินพระพักตร์เฉพาะซึ่งภูกำพร้า
ตรัสว่า ดูรากัสสป
ตถาคตนิพพานไปแล้วเธอจงนำอำอุรังคธาตุตถาคตไว้ที่ภูกำพร้า
อย่าได้ละทิ้งคำตถาคตสั่งไว้นี้เสีย พระมหากัสสปเมื่อได้ยินดังนั้น
ก็ชื่นชมยินดียกอัญชุลีขึ้นว่า สาธุ สาธุ ดังนี้
และก็กลับไปสู่ที่ของตน
เสด็จประทับภูกูเวียน
ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็กลับคืนมาสถิตอยู่ภูกูเวียน
ทรงเปล่งรัศมี ให้เข้าไปในเมืองนาคู่ปเวียน
ขณะนี้สุวรรณนาคได้เห็นพระรัศมี
จึงออกมาจากแม่น้ำขึ้นไปสู่ยอดเขาพ่นพิษออกมาเป็นควัน
เขาลูกนั้นก็มืดมัวไปทั้งสิ้น
พระพุทธองค์เห็นดังนั้นก็ทรงเข้าเตโชกสิณเป็นเปลวไฟ
ไปเกี่ยวพันสุวรรณนาคกระเด็นไปในน้ำปู่เวียนเปลวไฟก็ผุดแต่พื้นน้ำขึ้นมาไหม้เมืองนาคตลอดไปถึงหนองบัวบาน
ซึ่งเป็นที่อยู่ของพุทโธปาปนาค นาคทั้งหลายมาล้อมถูกูเวียนนั้นไว้
ทรงทรมานพวกนาค
ในขณะนั้น พระศาสดาประทับทำสมณธรรมอยู่ ณ ที่นั้น
นาคทั้งหลายจึงกระทำอิทธิฤทธิ์ เป็นเปลวไฟพุ่งขึ้นมาหาพระพุทธองค์
เปลวไฟนั้นก็กลับคืนมาไหม้นาคทั้งหลายเหล่านั้น
แล้วกลับไปเกิดเป็นดอกบัวบูชาพระศาสดา
นาคทั้งหลายเหล่านั้นจึงแวดล้อมพระพุทธองค์ไว้
เพื่อให้พุทโธปาปนาคทำอิทธิฤทธิ์พังทลายที่ประทับ
พระพุทธองค์ทรงเข้าปฐวีกสิณ ที่ประทับก็บังเกิดแท่นแข็งงดงามยิ่งนัก
นาคทั้งหลายกระทำอิทธิฤทธิ์ทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อทำลายพระแท่นและพระพุทธองค์
ก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายพระพุทธองค์ได้
มันซ้ำกระทำอิทธิฤทธิ์ให้เป็นเปลวไฟเข้าไปทำลายอีก
พระศาสดาทรงเข้าวาโยกสิณ
เป็นลมพัดกลับไปไหม้นาคทั้งหลายเหล่านั้นแล้วพระศาสดาก็เสด็จไปบนอวกาศ
นาคทั้งหลายเห็นดังนั้นก็ทำอิทิฤทธ์โก่งหลังขึ้นไปเป็นหมู่นาคตามล้อมพระศาสดา
พระองค์ทรงนิรมิตให้หัวนาคทั้งหลายเหล่านั้นขาดตกลงมา
นาคทั้งหลายเห็นดังนั้น ก็มีความเกรงกลัวอานุภาพของพระศาสดายิ่งนัก
ทรงสั่งสอนหมู่นาค
พระศาสดาทรงรู้แจ้งดังนั้นก็เสด็จกลับลมมาประทับ ณ
ที่เก่า นาคทั้งหลายจึงพร้อมกันเข้าหาพระศาสดา พระองค์จึงตรัสว่า
ท่านทั้งหลายจงบรรเทาเสียยังพยาธิต่อมผีอันเจ็บป่วดกล่าวคือหัวใจแห่งท่านทั้งหลาย
ตถาคตจักรักษาให้หายยังพยาธินั้นนาคทั้งหลายได้ฟังพระพุทธพจน์ดังนั้นก็มีใจชื่นบาน
พร้อมกันเข้ามากราบแทบพระบาทพระศาสดาก็ทรงตรัสเทศนาสั่งสอนหมู่นาคทั้งหลาย
ให้ตั้งอยู่ในไตรสรณคมน์ มีเมตตากรุณาแก่มนุษย์ทั้งหลาย มีปริยายต่าง ๆ
เสด็จไปประทับดอยนันทกังฮี
ครั้นแล้วพระศาสดาก็เสด็จไปสู่ดอยนันทกังฮี
ซึ่งเป็นที่อยู่ของนางนันทยักษ์แต่ก่อนมีนาคตัวหนึ่ง 7 หัว ศรีสัตตนาค
เข้ามาทูลขอให้พระศาสดาทรงย่ำรอยพระบาทไว้ในดอยนันทกังฮี
พระศาสดาก็เสด็จย่ำรอยพระบาทไว้ ณ ที่นั้น
ทรงก้าวพระบาทข้ามตีนดอยก้ำขวาแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์กราบทูลถาม
ทรงทำนายเมืองศรีสัตตนาค
พระศาสดาทรงตรัสว่า เราเห็นนาค 7 หัวเป็นนิมิต
ต่อไปภายหน้านี้จักบังเกิดเป็นเมืองนามว่า เมืองศรีสัตตนาค
และที่พญานาคได้ให้ความสวัสดีแก่พระยาจันทบุรีนั้นจักรกร้างเสื่อมสูญ
ทรงเหยียบรอบพระบาทไว้ใกล้ดอยนันทกังฮี
พระพุทธองค์
ได้เสด็จลงไปไว้รอยพระบาทที่แผ่นหินอันจมอยู่กลางแม่น้ำเบื้องซ้ายดอยนันทกังฮี
ซึ่งคนทั้งหลายไม่สามารถจะมองเห็นได้
แล้วจึงเสสด็จไปบนดอยนันทกังฮีอธิษฐานให้เป็นรอยเกิบบาททับหงอนนาคไว้
ซึ่งพญาศรีสัตตนาคได้สมมุติดอยนันทกังฮีให้เป็นหงอนแห่งตน
เพื่อบ่ให้ท้าวพรยาในเมืองนั้นทำยุทธกรรมกัรจักแพ้พระพุทธศาสนาบ้านเมือง
เสด็จกลับพระเชตวัน
ครั้นแล้ว
พระศาสดาก็เสด็จจากดอยนันทกังฮีไปสู่พระเชตวันอารามดังเก่า
ครันอยู่ต่อมาในกาลวันหนึ่ง
หมู่ง้วนก็มาถึงแก่พระองค์จึงตรัสถามพระอานนท์เป็นอุบายว่า ดูราอานนท์
วิหารหลังเก่าเราจะปฏิสังขรณ์อยู่ไปก่อนดีหรือ ๆ ว่าไม่ดี
พระอานนท์ทูลว่าสร้างใหม่อยู่ดี แล้วพระองค์จึงตรัสว่า
บัดนี้พระองค์จะเข้าสู่นิพพานอานนท์เห็นว่าเมืองใดใหญ่
พระอานนท์ก็กราบทูลว่าเมืองราชคฤห์เป็นเมืองใหญ่ แล้วพระองค์จึงตรัสว่า
ตถาคตจักไปนิพพานมนเมืองกุสินารายเพื่อโปรดโสตถิยพราหมณ์
พราหมณ์คนนี้เมื่อครั้งก่อนได้เอาหญ้าคา 8
กำมือมาปูให้ตถาคตนั่งก็บังเกิดเป็นแท่นแก้วเป็นที่ตรัสรู้
ทรงปรารภเมืองกุสินารายในอดีต
ดูราอานนท์
ครั้นก่อนตถาคตได้เป็นพระยาสุทัศนจักรวรรดิราช
เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองนั้น (กุสินาราย)
กงจักรแก้วมรีโชติก็บังเกิดขึ้นในเมืองนั้นเมืองกุสินารายเดี๋ยวนี้เป็นที่นิพพานแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในระหว่างต้นไม้รัง
ทรงปรารภพระเจดีย์
ดูราอานนท์ เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว
ใครผู้ใดมีความระลึกถึงตถาคตเอาแก่นไม้รังที่ตถาคตบริโภคนั้นมาสร้างเป็นรูปตถาคตไว้
เมื่อบุคคลผู้ใดยังท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร
สามารถที่ปิดเสียซึ่งประตูอบายได้ด้วยเหตุว่าเป็นพุทธบริโภค 2 ชั้น
หรือว่าเอาแก่นไม้ป่าแป้งที่ตายแล้วมาสร้างเป็นรูปตถาคตก็ฉันเดียวกัน
เหตุว่าไม้ทั้งสองนี้ตถาคตได้บริโภคเป็นต้นไม้อันประเสริฐ
พระศาสดาตรัสดังนี้แล้วก็เสด็จไปสู่เมืองกุสินารายทรงอาเจียนออกเป็นโลหิต
พระอานนท์เห็นดังนั้นจึงไปหานำมาถวายพระพุทธองค์ นำในที่นั้น ๆ
ขุ่นเป็นตมไปเสียทุกแห่ง ไป่ได้นำที่ใดมาถวาย
ทันใดนั้นพระอานนท์จึงกราบทูลให้ทรงทราบเหตุการณ์วิปริตนั้น
พระองค์จึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูราอานนท์
เธออย่าได้ไปแสวงหาน้ำนั้นเลย ถึงจะไปหาที่ใด ๆ ก็ดี
น้ำที่ใสอยู่ก่อนจักขุนสิ้นไปทุกแห่งนั้นแล
ทรงปรารภบุรพกรรมของพระองค์
ดูราอานนท์เอย
เมื่อชาติก่อนตถาคตได้เป็นพ่อค้าเกวียนเกินทางมา วัวเกวียนอยากกินน้ำ
นำใสมีอยู่ในที่ไกล
ความเกียจคร้านกับความรีบร้อนจะเดินทางไปข้างหน้ามีอยู่เฮาจึงนำวัวไปกินน้ำขุ่นในที่ใกล้
เวรอันนั้นยังเศษเหลือไปสิ้น จึงตามมาสนองแก่เฮาในบัดนี้
เมื่อพระอานนท์ได้ทรายดันนั้น ก็ไปตักเอานำมาถวาย
นำก็ใสเป็นปกติดังเก่า เป็นที่นาอัศจรรย์ยิ่งนัก
ทรงปรารภพระธรรมวินัย
ครั้นแล้วพระศาสดาก็เสด็จลีลาไปจากที่นั่นไปสู่เมืองกุสินารายณ์
ประทับไสยาสน์บันทมระหว่างไม้รัง 2 ต้น แล้วตรัสกับเจ้าอานนท์ว่า
ดูราอานนท์เอ่ย พระธรรมวินัย 84,000 พระธรรมขันธ์ ที่ตถาคตเทศนาไว้นั้น
เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้วตถาคตไว้พระพุทธศาสนา 5000 พระวรรษา
เพื่อเป็นที่ไหว้นบสักการบูชาแก่คนและเทวดาทั้งหลาย
พระธรรมวินัยนั้นและจะเป็นครูอาจารย์สั่งสอนสู่ท่านทั้งหลาย
เสมอด้วยตถาคตยังทรมานอยู่ บุคคลผู้มีศรัทธาปัญญาเป็นกุศล
ได้ปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัยที่ตถาคตสั่งสอนไว้นั้น
หรือสร้างสถูปเจดีย์วิหารและรูปตถาคตตั้งไว้และกราบไหว้บูชาบำเพ็ญศีลภาวนาไปบ่ขาด
แม้ปรารภนาเอาโลกิยะและโลกุตระสมบัติก็เทียรย่อมจักได้สมความมักสมความปรารถนาทุกประการชะแล
ประดุจดังว่า ไฟอันดับมอดแล้วผู้มีปัญญาเอาไม้มาสีกันเข้า
เพื่อให้เกิดเป็นไฟ (ก็เกิดเป็นไฟขึ้นดังปรารถนานั้นแล)
อีกนัยหนึ่ง
เป็นประดุจดังบุคคลเอาแก้วสุริยกันตะมารอบแสงตะวัน
เพื่อให้เกิดเป็นไฟติดชนวนแล้วจุดต่อ ๆ กันไปเป็นไฟใหญ่
เพื่อให้สำเร็จในสรรพกิจการนั้น ๆ
อีกนัยหนึ่ง
ประดุจดังอ้อยมีโคนอันขาดแล้ว
บุคคลปรารถนาในรสอันหอมหวานเอามาชำไว้ในที่ชุ่มให้แตกเป็นหน่อกอลำขึ้น
จนมีรสหวานมีใบอันคมฉันใด
แม้ตถาคตนิพพานไปแล้วก็ตาม
พระพุทธศาสนาก็ยังจักตั้งอยู่เป็นปกติตลอด 5,000 พระวรรษา
พระพุทธศาสนานี้เปรียบประดุจดังสระน้ำอันตั้งอยู่เหนือแผ่นดินถึงแม้ว่าน้ำจะเหือดแห้งไปก็ตาม
เมื่อถึงฤดูกาลฝนตกลงมีน้ำขึ้นในสระนั้น
พรรณอกไม้ทั้งหลายในสระนั้นเป้ฯต้นว่าดอกบัวหลวงแลบุณฑริก
ก็จักบังเกิดขึ้นในสระนั้นฉันใด พระพุทธศาสนาก็ฉันนั้น
เมื่อบุคคลมีความเพียรกระทำกัมมัฏฐาน ก็จักได้ถึงมรรคผลนั้น โดยลำดับ
ผิว่าไป่ได้ถึงในชาตินี้
เมื่อจุติไปได้บังเกิดเป็นเทวดา ได้สดับธรรมเทศนาจากธรรมกถึกเทวบุตร
ก็จักได้ (มรรคผล)
ในสำนักนั้นสูท่านทั้งหลายจงกระทำกัมมัฏฐานอย่าได้ขาดเทอญ
ทรงปรารภการบูชาแล้วนิพพาน
ดูราอานนท์เอย
บุคคลบุชาตถาคตและศาสนาที่ตถาคตตั้งไว้ด้วยดอกไม้ธูปเทียนนั้นเชื่อว่า
มิได้บูชา ส่วนบุคคลบูชา ได้ชื่อว่าบูชานั้น
ตถาคตจะสั่งเธอไว้ภิกษุสามเณรหรือคฤหัสถ์ก็ตาม
ที่ปฏิบัติถูกต้องตามคำสั่งสอนของตถาคต
ถึงแม้ว่าจะไม่มีเครื่องสักการะก็ตาม เป็นแต่เพียงมีจิตเลื่อมใน
เชื่อในคุณพระรัตนตรัยไหว้นบแต่มือเปล่า ๆ
ก็ได้ชื่อว่าบูชาอันประเสริฐยิ่งกว่าประเสริฐ
เมื่อพระองค์ตรัสสั่งกับพระอานนท์ดังนี้แล้ว
จึงทรงอธิษฐานว่าเมื่อใดกัสสปยังไปมารับเอาอุรังคธาตุ
ตถาคตไปไว้ที่ดอยกปณคิรี ไฟธาตุอย่าได้ไหม้ตถาคต
ทรงอธิษฐานแล้วก็เสด็จเข้าสู่นิพพาน
กษัตริย์มัลลราชจัดการพระบรมศพ
ครั้งนั้น กษัตริย์มัลลราชทั้งหลาย
ได้ทราบซึ่งเหตุว่า
พระศาสดาเสด็จเข้าสู่นิพพานก็พร้อมกันมาสักการบูชาโสรจสรงพระบรมศพ (ด้วยน้ำสุคนธรสของหอม)
และเชิญพรบรมศพเข้าพระหีบทอง ประดิษฐานไว้บนเชิงตะกอน
แล้วทำการถวายพระเพลิงเป็นหลายครั้งหลายหน
เพลิงก็ไม่สามารถทำลายพระบรมศพได้
ทันใดนั้นพระมหากัสสปเถระก็มาถึงและเข้าไปทำการสักการะ
ขณะนั้นพระศาสดาทรงทำการปฏิหารให้พระบาทเบื้องขวายื่นออกมาจากพระหีบทอง
เพื่อให้พระมหากัสสป (ได้) กระทำสักการะ
พระอุรังคธาตุทำปาฏิหารย์
ในขณะนั้นพระอุรังคธาตุที่หุ้มห่อดวยผ้ากัมพลก็ปาฏิหาริย์เสด็จออกจากพระหีบทองมาประดิษฐานอยู่เหนือฝ่ามือเบื้องขวาของพระมหากัสสปเถระอัครสาวกทันใดนั้นไฟธาตุก็บักเกิดลุกเป็นเปลวขึ้น
ทำลายสรีระของพระศาสดา
พระธาตุที่เหลือจากไป
ส่วนพระบรมธาตุกระโบงหัวนั้น
ฆฏิการพรหมนำเอาไปประดิษฐานไว้ในพรหมโลก พระธาตุแข้วหมากแง (พระเขี้ยวแก้ว)
โทณพราหมณ์เอาซ่อนที่มวยผมพระอินทร์นำเอาไปประดิษฐานไว้ในชั้นดาวดึงส์พระธาตุกระดูกด้ามมีดนั้น
(พระธาตุรากขวัญ) พญานาคนำเอาไปประดิษฐานไว้ที่เมืองนาค
พระบรมธาตุที่ออกนามข้างบนนี้มิได้เป็นอันตรายด้วยเพลิงยังปกติอยู่ตามเดิม
ส่วนพระบรมธาตุนอกนั้นย่อยยับไปเป็น 3 ขนาด ขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วกวาง
(ถั่วแตก) ขนาดที่ 2 เท่าเมล็ดข้าวสารหัก ขนาดที่ 3
ขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด พระยาอชาติศัตรูนำเอา
ไปประดิษฐานไว้ในถ้ำสัตตปัณคูหา (กษัตริย์นครอื่น ๆ
ก็ได้รับแบ่งนำไปประดิษฐานไว้ ณ นครของตน ๆ ส่วนอุรังคธาตุนั้น
พระมหากัสสปเถรเจ้า จักนำไปประดิษฐานไว้ ณ ดอยกปณคิรี
ในแขวงเมืองศรีโคตบุรี ตามคำสั่งพรพุทธเจ้าได้สั่งไว้เมื่อก่อนนั้นแล
ข่าวการเสด็จปรินิพพาน
ครั้งนั้นท้าวพระยาทั้งหลาย มีพระยาจุฬณีพรหมทัต
พระยาอินทปัฐนคร พระยานันทเสน พระยาสุวรรณภิงคาร และพระยาคำแดง
รู้ข่าวว่าพระมหมกัสสปเถรเจ้าจักนำเอาพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้าดังนั้น
พระยาจุฬณีพรหมทัต พระยาอินทปัฐนคร และพระยานันทเสนทั้ง 3 พระองค์
พร้องด้วยไพร่พลโยธาเสด็จมาประทับพักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำธนที
ใต้ปากเซที่นั้น จึงตรัสสั่งไพรพลโยธาทั้งหลายองค์ละ 500 คน
สกัดหินมุกมาสร้างอารามไว้คอยท่านพระมหากัสสปเถรเจ้า

|