ธาตุพนม | เกี่ยวกับพระธาตุพนม | อำเภอธาตุพนม | สถานที่ท่องเที่ยว | ประเพณีและวัฒนธรรม | อัลบั้มภาพ | เว็บบอร์ด |
เข้าระบบ
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
พื้นที่แนะนำ
หมวด » เกี่ยวกับพระธาตุพนม » พระธาตุพนม
 

พระธาตุพนมบรมเจดีย์ ศรีบรมธาตุแห่งอีสานทิศ (2)

พระธาตุพนมบรมเจดีย์ ศรีบรมธาตุแห่งอีสานทิศ (2)
หากท่านยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 รบกวนกลับไปอ่านก่อนครับ

สมัยผ่านมาถึงกึ่งพุทธกาล  ตรงกับวันอาทิตย์ที่  29  กันยายน  พ.ศ. 2500  ขึ้น  5  ค่ำ  เดือน  11  ปีระกา ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณตีสอง  มีฝนตกหนักมากในตัวอำเภอธาตุพนม  ตกหนักอยู่ราวครึ่งชั่วโมงก็ค่อยซาลงแล้วเป็นตกพรำ ๆ  น่าแปลกว่าขณะฝนตกหนักนั่นเกิดฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหวกระทั่งแผ่นดินสะเทือนอยู่หลายหน

     ตอนนั้นนายไกฮวด  ชาวบ้านในตลาดธาตุพนมออกมารองน้ำฝนใส่ภาชนะที่หน้าบ้าน  ได้เห็นแสงประหลาดขนาดใหญ่เท่าลำตาลมีสีสันต่าง ๆ กันพุ่งแข่งกันมาจากทางทิศเหนือ  พอแสงนั้นมาถึงซุ้มประตูวัดพระธาตุก็พากันลอดซุ้มเข้าไป     ตรงไปที่องค์พระธาตุพนมแล้วหายเข้าไปทีละดวง ๆ 

     ขณะนั้นนายไกฮวดยังได้เรียกภรรยาออกมาดูด้วย  ก็พากันสงสัยว่าคืออะไรและมาแต่ไหน  ทีแรกว่าจะวิ่งไปดูที่ริมโขงเพราะโล่งดีก็กลัวฟ้าคะนอง  ได้แต่แอบมองดูเงียบ ๆ  พอรุ่งก็เล่าให้ใครต่อใครฟังแต่ไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก

     ต่อมาอีกสองวันเรื่องได้ทราบถึงหู  พระเทพรัตนโมลี (แก้ว  อุทุมมาลา)  เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม  ท่านได้ให้   สามเณรทรัพย์   ซึ่งนั่งสมาธิเก่งมากพิจารณาดูเหตุการณ์ในวัด  จิตของเณรน้อยหยั่งเข้าไปถึงลานพระธาตุก็พบกับงูใหญ่  7  ตัว มีเกล็ดขาว  หงอนแดงและหางแดง   ขนดเรียงกันเป็นแถว

     ขณะที่เณรน้อยกำลังงงด้วยไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน  งูใหญ่ทั้ง  7  ก็กลายเพศเป็นชายหนุ่ม  7  คนทรงชุดขาวนั่งเรียงกันเป็นแถวอยู่ลานพระธาตุชั้นใน  สามเณรยิ่งสนเท่ห์ใจหนักเข้า  กำลังสับสนอยู่นั่นเองมาณพผู้ดูลักษณะแล้วว่าคงเป็นหัวหน้าก็ถามขึ้นมาว่า

          “พ่อเณรมีธุระอะไรอย่ากลัว  จงบอกมา”

     พ่อเณรของชายหนุ่มลึกลับไม่ได้ตอบอะไรแต่กำหนดจิตหันกลับกุฏิทันที   ทันทีนั้นชายผู้เป็นหัวหน้าก็พูดขึ้นว่า  “พ่อเณรจะกลับแล้วหรือ  ขอไปด้วย  จะไปสนทนากับท่านเจ้าคุณ”  พอขาดคำก็เข้าประทับร่างสามเณร  เณรน้อยเล่าภายหลังว่าหมดสติวูบไปทันที


     ขณะนั้น  ร่างจริงของสามเณรที่ขัดสมาธิภาวนาอยู่เบื้องหน้าท่านเจ้าคุณแก้วและแขกของท่านอีก  4  คนก็ลืมตาขึ้น  แล้วยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณแก้วพลางว่า 
 
          “สวัสดีท่านเจ้าคุณ  หม่อมฉันมาสองคืนแล้วมิรู้หรือ”

     อากัปกิริยาดังกล่าว  ท่านเจ้าคุณแก้วย่อมทราบแก่ใจดีว่าสามเณรที่ท่านเลี้ยงมากับมือไม่ทำเช่นนี้แน่  อีกทั้งการพูดการจาก็มิใช่ลักษณะสามเณรทรัพย์คนเก่า  ท่านจึงซักไซร้ไต่ถาม  เณรน้อยได้ตอบอย่างฉะฉานใช้ศัพท์และถ้อยคำอย่างผู้อาวุโสในโลกมานาน  ยังความอัศจรรย์แก่ท่านเจ้าคุณและผู้อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งนัก  ได้ความว่า...

     ท่านทั้ง  7  เป็นพญานาคราช  แต่เดิมอาศัยอยู่ในสระอโนดาตบริเวณเทือกเขาหิมาลัย  หากองค์อัมรินทราธิราชได้มีบัญชาให้มารักษาองค์พระธาตุพนมแทนเทวดาพวกเก่า  เพราะพวกหมู่นั้นชอบแต่กินสินบนเครื่องเซ่นสรวงบูชา  แม้ใครไม่ให้หรือหลงลืมก็ลงโทษเขาต่าง ๆ นานา  เป็นที่เสื่อมเสียแก่พระบรมธาตุ

     ท่านทั้ง  7  จึงมาตามเทวบัญชาและขับไล่เทวดาพวกเก่าทั้งหมดหนีไปแล้ว  ต่อนี้ไปจะรักษาพระธาตุพนมไปจนกว่าจะสิ้นศาสนาของพระสมณโคดมถ้วน  5,000  ปี  ท่านทั้งเจ็ดมีนามอันเป็นมงคลตามโพชฌงค์อริยทรัพย์อันประเสริฐดังนี้   พญาสัทโธนาคราชเจ้า มีรัศมีกายสีน้ำเงิน  พญาสีลวุฒินาโค มีรัศมีกายสีเขียวนิล  พญาหิริวุฒินาโค มีรัศมีกายสีเขียวอ่อน  พญาโอตตัปปวุฒินาโค มีรัศมีกายสีเหลือง  พญาพาหุสัจจวุฒินาโค มีรัศมีกายสีชมพู  พญาจาคะวุฒินาโค มีรัศมีกายสีแสด  และ  พญาปัญญาเตชะวุฒินาโค มีรัศมีกายสีขาว   โดยนาคทั้งเจ็ดนั้นมีพญาสัทโธนาคราชเจ้าผู้เปี่ยมด้วยบุญบารมีและฤทธานุภาพยิ่งกว่าใครในกลุ่มเป็นหัวหน้า

     ท่านทั้ง  7  ไม่ประสงค์เครื่องเซ่นแต่อย่างใด    หากต้องการติดต่อหรือต้องการบูชาท่านจริง ๆ ให้ใช้แต่น้ำสะอาดถ้วยเดียว  หรือถ้าประสงค์ความช่วยเหลือให้ตั้งน้ำ  1  ขันลอยดอกมะลิ  จุดธูปขึ้น  7  ดอก  ท่านก็จะไปสงเคราะห์ให้  ไม่ว่าอยู่ที่ใดในโลกก็ไปได้ทั้งนั้น

     จากคำบอกเล่าของท่านนับว่าเป็นเรื่องประหลาดอีกเรื่องสำหรับเราผู้คลุกคลีอยู่กับกามโลก  คงไม่อาจรู้เห็นได้อย่างท่านผู้ประพฤติธรรม  ทราบจากครูบาอาจารย์ทุกองค์เลยว่า เมื่อออกธุดงค์แล้วเป็นต้องได้พบเจอ   นาค   เสมอไป  หลวงปู่ชอบ  ฐานสโม  บอกว่าที่ไหนมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่นั่นก็มีนาค   นาคชอบน้ำมากดังนั้นถ้านาคมาฝนจะตกเป็นสัญลักษณ์ทีเดียว

     จากนั้นพญานาคทั้ง  7  ได้ประทับสามเณรถี่ขึ้น  ช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างน่าอัศจรรย์  เช่น  สูบนิ่วออกจากท้องคนป่วยด้วยปากเปล่า  กลับไปเอ๊กซเรย์ก้อนนิ่วก็หายไปจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเพราะตอนสูบแล้วบ้วนออกมาก็มีก้อนนิ่วในปากพร้อมเลือดจริง  ทุกวันนี้ทางวัดยังเก็บโหลใส่ก้อนนิ่วไว้เป็นอนุสรณ์นับสิบโหลรักษาหายได้จริงตามบันทึกวัดนับพัน ๆ ราย

     เป็นที่น่าเสียดายว่าพญานาคทั้งเจ็ดปฏิญาณว่าจะประทับร่างของผู้มีศีล  8  ขึ้นไปเท่านั้น  และคน ๆ นั้นต้องฝึกกัมมัฏฐานจนได้ขั้นอุปจารสมาธิด้วย  เงื่อนไขสุดท้ายคือจะประทับได้ต้องมีท่านเจ้าคุณแก้วอยู่เป็นประธานทุกครั้งไป

     ซึ่งทุกวันนี้ก็หมดสิทธิ์เพราะท่านเจ้าคุณแก้วมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532  โน้นแล้ว  เรื่องการประทับทรงจึงเป็นอันเลิกรามาแต่นั้น

     มรดกที่พญานาคทั้ง  7  องค์ให้ไว้คือบรรดาพระเครื่องที่สร้างขึ้นด้วยเนื้อว่านและผงพุทธคุณก่อนปี พ.ศ. 2518  และสร้างจากผงอิฐพระธาตุพนมหลังจากพระธาตุล้ม  ท่านกราบเรียนเจ้าคุณแก้วไว้ว่า  หากจะทำพระเครื่องหรือน้ำมนต์ให้ศักดิ์สิทธิ์ขอเพียงนำสิ่งของนั้น ๆ ไปตั้งไว้ภายในกำแพงแก้วชั้นในสุดติดกับองค์พระธาตุแล้วทิ้งไว้  1  คืน  พอรุ่งอรุณเป็นอันว่าสิ่งของเหล่านั้นมีอานุภาพเต็มสมบูรณ์  อย่าได้สงสัยเลย

     พระธาตุพนมได้ล้มลงในวันจันทร์ที่  11  สิงหาคม  พ.ศ. 2518  เวลา  19.38  น.  ก่อนพระธาตุล้ม  7  วัน  ปรากฏเสียงร่ำไห้โหยหวนดังอยู่ทุกคืนไปทั่ว   สร้างความหวาดสยองแก่คนในวัดพระธาตุพนมและชาวบ้านใกล้เคียงเป็นนักหนา  สังหรณ์แต่ว่าจะเกิดเหตุอาเพศหากไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร   ต่อพระธาตุล้มแล้วจึงได้ทราบ

     มีเรื่องมหัศจรรย์โดยแท้เมื่อพระธาตุพนมล้ม  จักขอยกมาเป็นบางเรื่องที่สำคัญเท่านั้นคือ

     1.  เมื่อพระธาตุชั้นที่หนึ่งพังทลายลง  พระธาตุชั้นที่สองก็เอียงลงมาลักษณะคว่ำลงสู่พื้นดิน  ด้วยลักษณาการนี้ถาดสำริดที่รองรับเจดีย์ศิลาและบุษบกทองคำต้องตกลงมาสู่พื้นในลักษณะคว่ำและวัตถุสิ่งของในถาดอันเป็นของชิ้นเล็กชิ้นน้อยต้องกระจัดกระจายไปทั่ว  แต่เมื่อตกถึงพื้นกลับอยู่ในลักษณะเก่าคือหงายรองรับเจดีย์ศิลาและบุษบกทองคำอยู่เช่นเดิมไม่มีวัตถุใดกระเด็นออกมา  เหมือนกับมีคนจับยกลงมาวางไว้มากกว่าจะตกลงมาเองเป็นที่น่าอัศจรรย์

     2.  ขณะตรวจผอบได้พบว่ามีพระอุรังคธาตุอยู่จริงย่อมเป็นที่โล่งอก  จะได้รู้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่ามีพระบรมธาตุบรรจุอยู่ในพระเจดีย์จริงมิใช่เรื่องแต่ง  และในแก้วผลึกที่ใสยิ่งกว่าใสนั้น  มีกระดูกลักษณะที่ยังไม่ได้เผา  8  ชิ้นตรงกับที่ตำราระบุไว้จริงว่า   พระมหากัสสปะเถรเจ้าตั้งจิตอธิษฐานแล้วพระอุรังคธาตุก็เสด็จออกจากพระบรมศพมาสู่ฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะก่อนที่ไฟทิพย์จะลุกโชนขึ้นเผาพระพุทธสรีระ  และเมื่อทำการเปิดฝาทองคำที่ปิดแก้วผลึกนั้นออกดูปรากฏกลิ่นหอมเย็นคล้ายน้ำมันจันทน์โชยไปไกลเป็นระยะถึง  10  เมตรเศษทั่วบริเวณ  บางคนถึงกับว่าเทพยดามาโปรยดอกไม้ทิพย์บูชาพระอุรังคธาตุ

     3.  ฉัตรทองคำยอดพระบรมธาตุได้ปาฏิหาริย์ไปพิงอยู่ที่ฝาผนังกำแพงหอพระแก้วโดยมีรอยขูดขีดเสียหายเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความสูงที่อยู่บนสุดด้วยระยะ  57  เมตร  และทองคำเป็นโลหะที่นิ่มมากแรงกระแทกขนาดนั้นกลับไม่เสียหายอย่างที่วิตกแต่แรก  ที่สำคัญมิได้ล้มแต่ไปพิง

     4.  รูปหล่อโลหะสี่องค์ขนาดเท่าคนจริงของพระมหาเถระองค์สำคัญผู้มีอุปการคุณต่อพระธาตุพนมและมหาชนทั่วไป  ซึ่งรูปหล่อทั้งหมดนี้ประดิษฐานอยู่อย่างใกล้ชิดองค์พระธาตุพนมตลอดทิศทั้งสี่  เมื่อพระธาตุล้มรูปจำลองเหล่านี้กลับไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย  ขอย้ำว่าแม้แต่น้อย  ดูรูปการณ์ดุจดังพระธาตุล้มแล้วจึงนำรูปเหมือนทั้งสี่ไปตั้งภายหลังน่าอัศจรรย์นัก  รูปหล่อทั้งสี่องค์ประกอบด้วย  ท่านเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (พระครูขี้หอม)  ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด  นันตโร)  ท่านพระครูศีลาภิรัต (หมี  อินทวังโส)  และ  ท่านพระเทพรัตนโมลี (แก้ว  อุทุมมาลา)

     พระธาตุพนมองค์ใหม่ถูกสร้างขึ้นในวันศุกร์ที่  28  พฤษภาคม  พ.ศ. 2519  แรม  15  ค่ำ  เดือน  6  ปีมะโรง วันนี้เป็นปีงูใหญ่ได้ลงเสาเข็มพระธาตุองค์ใหม่  โดยการสร้างครั้งนี้เป็นแบบสร้างครอบของเก่าลงไปเลยทีเดียว  เพราะตอนพระธาตุล้มเป็นส่วนต่อชั้นที่สองซึ่งมาเติมสมัยพญาสุมิตตธรรมวงศาขึ้นไปที่ล้มลง  ในส่วนของอุโมงค์และฐานเดิมยังคงอยู่

     พระธาตุพนมองค์ใหม่สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2521 ประกอบพิธียกฉัตรเมื่อวันพฤหัสบดีที่  22  มีนาคม  พ.ศ. 2522  โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ  สมเด็จพระสังฆราช  (วาสน์  วาสโน)  เป็นองค์ประธานพิธี

     ประกอบพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุเมื่อวันศุกร์ที่  23  มีนาคม  พ.ศ. 2522  โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์

เขียนเมื่อ : 23 ส.ค. 2553,16:49   เข้าชม : 17790 ครั้ง

เกี่ยวกับพระธาตุพนม » พระธาตุพนมอื่นๆที่น่าสนใจ
พระครูวิโรจน์รัตโนบล พระผู้บูรณะพระธาตุพนมครั้งที่ ๕
พระครูวิโรจน์รัตโนบล ผู้นำในการบูรณะพระธาตุพนมในครั้งนั้น ไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะโอกาสที่ท่านผู้อ่านจะไปค้นหาประวัติเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
ประติมากรรมรูปม้า
ประติมากรรมรูปม้า ในตำนานอุรังคธาตุ ได้กล่าวถึงม้าพลาหกและม้าอาชาไนย ซึ่งสลักจากศิลาพบที่วัดพระธาตุพนม ปัจจุบันที่บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นวิหารหอพระแก้ว
แสงประหลาดที่พระธาตุพนม
พระธาตุพนมในสมัยก่อน ประชาชนแถวนั้นคงไม่รู้ถึงความสำคัญ จึงไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก เมื่อคณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ได้มาพำนักจำพรรษา จึงได้เปิดเผยความลี้ลับและความศักดิสิทธิ์
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณดึกดำบรรพ์มาก เท่า ๆ กับองค์พระธาตุพนม ในตำนานพระธาตุพนมนั้น พระโบราณาจารย์ท่านจดหมายเหตุไว้ว่า พระธาตุพนมสร้างครั้งแรกโดยพญาทั้ง ๕ หัวเมือง
อภินิหารแห่งองค์พระธาตุพนม
พระธาตุพนม ได้แสดงอภินิหารให้ปรากฏมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ อยู่เหนือเหตุผลและคำอธิบาย เฉพาะที่พระธรรมราชานุวัตร และ ดร. พระมหาสม สุมโน
ข้าโอกาสพระธาตุพนม
คำว่า “ข้าโอกาส” แปลว่า ได้รับการยกเว้น การเสียภาษีอากร ให้แก่แผ่นดินโดยอาสามัครเข้ามาทำหน้าที่อุปัฏฐากบำรุงพระธาตุ หมายความว่า รับราชการเป็นผู้ถวายการอุปถัมภ์พระธาตุพนม
สถานที่สำคัญภายในวัด
องค์พระธาตุพนม อันเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ ( กระดูกส่วนหัวอก ) ของพระพุทธเจ้า เป็นพระธาตุเจดีย์คู่บ้านคู่เมือง
คำนมัสการพระธาตุพนม
ปุริมายะ ทิสายะ, ทักขิณายะ, ปัจฉิมายะ ทิสายะ, อุตตะรายะ ทิสายะ, เหฏฐิมายะ ทิสายะ, อุปะริมายะ ทิสายะ, กะปะณะคิริสมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ ฐาปิตัง พุทธอุรังคะธาตุตุง สิระสา นะมามิ
 
 
 
กรุพระธาตุพนม การเดินทางไปพระธาตุพนม งานประจำปี งานพระธาตุพนม, จังหวัดนครพนม ตํานานอุรังคธาตุ ที่พัก ที่พักในอำเภอธาตุพนม บต้องห่วงดอกอ้าย ประวัติ ประวัติจารึกวัดพระธาตุพนม ประวัติประเพณีไหลเรือฟ้า ประวัติพระธาตุพนม ประวัติสถานที่จัดแสดงโลกของปลาแม่น้ำโขง ประวัติสถานที่ท่องเที่ยวของไทย ประเทศลาว พระธาตุนครพนม พระธาตุพนม พระสมเด็จกรุพระธาตุพนม พานบายศรี รำภู่ไท รูปพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร สมเด็จพระธาตุพนม อำเภอท่าอุเทน เซียมซีพระตุพนม แผนที่จ.นครพนม โรงเรียนพระปริยัติธรรม_วัดพระธาตุพนม โรงแรม ไหลเรือไฟนครพนม_53
Copyright © 2015 www.Thatphanom.com   ติดต่อโฆษณา webmaster@thatphanom.com