ธาตุพนม | เกี่ยวกับพระธาตุพนม | อำเภอธาตุพนม | สถานที่ท่องเที่ยว | ประเพณีและวัฒนธรรม | อัลบั้มภาพ | เว็บบอร์ด |
เข้าระบบ
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
พื้นที่แนะนำ
หมวด » วัฒนธรรมประเพณี » วัฒนธรรม
 

พิธีเหยา

พิธีเหยา

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเลิง
กะเลิง เป็นชนเผ่าที่อยู่กระจัดกระจายตามหมู่บ้านต่างๆ ของจังหวัดมุกดาหาร, จังหวัดนครพนม, และจังหวัดสกลนคร แต่ชุมชนที่ใหญ่และหนาแน่นของชาวกะเลิงจะอยู่ในอำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร ได้แก่ ที่บ้านบัว, บ้านกุดแฮด, บ้านกุดบาก,บ้านนาขาม,บ้านโพนงาม และบ้านหนองสะไน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในเขต เทือกเขาภูพาน

เป็นที่ยอมรับกันว่ากลุ่มกะเลิงมีถิ่นเดิมอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่ น้ำโขง แต่ก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ากะเลิงอพยพมาเมื่อใด แต่จากการบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่ในบ้านบัว จังหวัดสกลนครพอจะเป็นที่ยืนยันได้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขา อพยพหนีสงครามฮ่อ ซึ่งทำให้ชาวกะเลิงเดือดร้อน จึงได้อพยพมาจากเมืองภูวานาเด้ง

ชาวกะเลิงในเขตจังหวัดสกลนครหลังจากอพยพมา ก็พากันตั้งหมู่บ้านในเขตใกล้ๆ กับตัวเมืองสกลนคร เหมือนอย่างที่บ้านนายอ,บ้านโพนงาม, บ้านดงมะไฟ แต่มีจำนวนไม่มากนัก ผู้นำชาวกะเลิงที่เป็นกลุ่มใหญ่ได้อพยพพรรคพวกขึ้นไปตั้งหลักแหล่งตามที่ราบ เทือกเขาพภูพาน การอพยพขึ้นไปตั้งหลักแหล่งอยู่ตามเทือกเขาภูพานนั้น ก็เพื่อให้พวกเขาได้ไกล้ชิดกับธรรมชาติเท่าที่พวกเขาจะพึ่งพาและคุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวงได้

ประเพณีและความเชื่อ
ความเชื่อของกะเลิงนั้นลักษณะความเชื่อที่ผสมผสานระหว่าง ผี, พุทธ, พราหมณ์ มีความผูกพันกับวิถีชีวิต และธรรมชาตสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านที่หล่อหลอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยแสดงออกออกผ่านวิถีชีวิต พิธีกรรม และงานบุญประเพณีต่างๆ ของหมู่บ้าน ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ความเชื่อเรื่องผีปู่ตา
ผีปู่ตา ซึ่งเป็นผีของบรรพบุรุษที่มีความสำคัญมากของหมู่บ้าน ปู่ตาสามารถคุ้มครองชาวบ้านในหมู่ บ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ป้องกันภัยพิบัติทั้งปวงที่จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่หมู่บ้านได้ ศาลปู่ตาหรือดอนปู่ตานี้เป็นสถานที่ที่เกิดมาพร้อมกับตั้งหมู่บ้านเป็นบริเวณที่ศักดิ์ ิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องเคารพยำเกรงใน บริเวณป่าปู่ตาทั้งหมด ใครจะเข้าไปบุกรุกตัดไม้ไม่ได้ เพราะถือว่าผิดผีปู่ตา

บุคคลที่ทำหน้าที่ติดต่อสือสารระหว่างชาวบ้านกับผีปู่ตาก็คือ เจ้าจ่ำ หรือจ้ำ หรือพ่อจ้ำ ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เป็นผู้ทำพิธีกรรมที่จะสือสารกับปู่ตา และนำความสุขร่มเย็นมาสู่คนในหมู่บ้าน

ประเพณีไหว้ผีปู่ตา
ประเพณีไหว้ผีปู่ตานั้นจะทำทุกวัน ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๓ ผู้ได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นเจ้าจ้ำนั้น จะมีทั้งสืบทอดลูกหลานและจากการเลือกบุคคลที่ประพฤติดีใน หมู่บ้านขึ้นมา

ความเชื่อเรืองผีน้ำผีฟ้า
ผู้ที่จะติดต่อกับผีน้ำผีฟ้าได้ก็คือ หมอเหยา การจะเป็นหมอเหยาได้นั้นต้องเป็นคนที่เสียสละ มีคุณธรรมสูง มีสัจจะ ประพฤติตามฮีต - ครอง ดังคำที่ว่า กลางดึกหากมีใครมาตามให้ไปรักษาก็ต้องไป ไม่มีค่าจ้าง ได้แต่ค่ายกครู ห้าสลึง หากใครรับเงินมากกว่านั้นก็จะเป็น ปอบ

ชาวกะเลิงมีความเชื่อว่า การเจ็บป่วยมีสองลักษณะด้วยกัน คือ ป่วยเพราะโรคภัยไข้เจ็บธรรมดากับป่วยเพราะเกิดจากจากผีทำเพราะคนๆ นั้นไปประพฤติผิด ฮีต-ครอง หรือจากผีร้ายต่างๆ และบุคคลที่จะมาคอยรักษาอาการป่วยเหล่านี้ได้คือหมอเหยานั่นเอง เพราะหมอเหยาจะเป็นผู้ติดต่อสื่อกลางที่จะรู้ได้ว่าการเจ็บป่วยที่เกิดจากผีทำนั้น เพราะอะไร ผิดอะไร และต้องการจะ ให้แก้แบบไหน ตามความต้องการของผีที่มาทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยนั้นๆ ให้หายได้

หมอเหยาที่หมู่บ้านบัว จ.สกลนคร
หมอเหยาส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง และในแต่ละแห่งจะมีหมอเหยาได้หลายคน ด้วยการศึกษาสืบทอด จากหมอ เหยาคนเก่า โดยเฉพาะที่หมู่บ้านบัว มีหมอเหยากว่า ๓๐ คน ล้วนเป็นหญิงทั้งสิ้น จะมีหมอเหยาอาวุโสที่สุดเป็นเหมือนหมอใหญ่ซึ่งจะเป็นผู้นำประกอบพิธีกรรมร่วมกัน

(การจะเป็นหมอเหยาได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ต้องจัดว่าเป็นคนที่ดีจริงๆ มีคุณธรรมสูง มีสัจจะไม่กิน ของไม่สุก ปรุงแต่งตัวเองด้วยเครื่องหอมที่หมอเหยาคนนั้นๆ จะปรุงขึ้นมาเอง ส่วนใหญ่จะเหน็บ ดอกสะเลเต หรือภาษากลางเรียกว่า มหาหงษ์ ไว้ที่มวยผมของตัวเอง...แม่หมอคนหนึ่งแนะนำวิธีสังเกตว่า.....คนไหนเป็นหมอเหยาของหมู่บ้านด้วย การดูที่มวยผมของคนนั้น หากมี"ดอกสะเลเต"นี้ พร้อมทั้งเครื่องปรุงหอมบางอย่างอยู่ด้วยล่ะก็ หญิงนั้นคือหมอเหยาประจำหมู่บ้าน)
 

พิธีกรรมไหว้ครูครั้งใหญ่
พิธีเหยาใหญ่หรือไหว้ครูหมอเหยาจะจัดขึ้นทุก ๓ ปี ถือเป็นงานใหญ่ที่สำคัญต่อหมอเหยาทุกคน จะทำกันสองวัน สองคืน บรรยากาศจะเต็มไปด้วยการร่ายรำขับกล่อม แน่นอนว่าต้องใช้แรงกายไม่น้อยเลยทีเดียว ที่น่าสังเกตคือ หมอเหยาส่วนใหญ่จะเป็นหญิงชราแต่กลับไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยให้ได้เห็นกันเลย

พิธีกรรมไหว้ครูครั้งใหญ่นี้ เป็นพิธีกรรมที่แสดงให้เห็นถึงชีวิตชุมชนผสานความผูกพันในชุมชนอย่าง ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของต่างๆ ที่สื่อถึงการดำเนินชีวิตแต่ดั้งเดิมของผู้คนแถบนี้ หรือการฟ้อนรำที่จำลอง ภาพต่างๆ เช่น การถางไร่ ล่าสัตว์ จับปลา ออกศึก หรือการคล้องช้าง ที่สื่อถึงความผูกพันระหว่างเด็กและผู้เฒ่าผู้แก่อย่างชัดเจน

คืนสุดท้ายของพิธีไหว้ครูหมอเหยาใหญ่คือ การอาบน้ำตอนกลางคืนกลางทุ่งนา ที่มีลมเย็นพัดตลอดเวลา หมอเหยาทุกคนก็ยังร่าเริงร่ายร้องรำอย่างสนุกสนาน ไม่มีทีท่าของความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น โดยแม่หมอคนหนึ่งบอกว่าตอนนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของพวกเธอ เพราะตอนนั้นหมอเหยาทุกคนคือร่าง ทรงของผีน้ำและผีฟ้าเท่านั้น การอาบน้ำชำระร่างกายถือเป็นอันสิ้นสุดพิธีไหว้ครูหมอเหยาในแต่ละครั้ง จากนั้นในวันรุ่งจะมีพิธีเชิญผีขึ้นหิ้งของหมอเหยา และแต่ละคนก็จะได้พักผ่อนกันตามสบาย
 

วิธีการรักษาผู้ป่วยจากหมอเหยา
หมอเหยานั้นมีระบบความเชื่อและกระบวนการรักษาผู้ป่วยที่เชื่อว่า อาการเจ็บป่วยต่างๆ นั้นมีสาเหตุมาจากการกระทำของผีและเกิดจากโรค การรักษาจึงต้องใช้ทางใดทางหนึ่งให้ถูกกับสาเหตุ ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย คือ หากผู้ป่วยนั้นไปรักษาทางแพทย์ไม่หายก็จะกลับมารักษาทางหมอเหยาต่อไป

วิธีารรักษานั้นเริ่มจากผู้ป่วยจะนำเทียนคู่หนึ่ง มาบูชาแม่หมอเหยาที่ตนไปหา ซึ่งจะทำพิธีเสี่ยงทายว่าจะหายหรือไม่ หากเสี่ยงทายออกมาว่าหาย ก็แสดงว่าผู้ป่วยนั้นเจ็บป่วยเพราะผีทำ จากนั้นหมอเหยาก็จะเริ่มพิธีกรรมรักษาโดยเชิญผีประทับร่างทรงเพื่อช่วยรักษา ซึ่งจะมีการฟ้อนและมีดาบเป็นส่วน หนึ่งของพิธีกรรม คนป่วยบางรายอาจจะต้องทำกระทงสะเดาะเคราะห์หรือตัดด้ายเวรกรรมเมื่ออาการทุเลาลงแล้ว.. การรักษากับหมอเหยาครั้งเดียวอาจจะยังไม่หาย ผู้ป่วยอาจจะต้องหาหมอเหยาอีกครั้ง

การเชิญผีมาประทับร่างก็ด้วยการขับกลอนเชิญ โดยจัดลำดับการเชิญตั้งแต่เทวดา พระอินทร์พระพรหม และผีระดับรองลงมาคือ ผีฝ้า ผีน้ำ นอกจากนี้ก็มีบุคคลสำคัญอื่นๆ ที่เคยปรากฏชื่อในตำนานพื้นบ้านอีสาน เช่น ท้าวสินไซ และคนอื่น ๆ ที่ถือว่าเป็นผีสำคัญ

ความสัมพันธ์ระหว่างหมอเหยากับคนไข้นั้นไม่ใช่แค่หมอกับผู้ป่วย ที่เมื่อหายแล้วก็ไม่ต้องติดต่อ สัมพันธ์กันอีก แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่เคยรักษากับหมอเหยาจะมาเยี่ยมเยือนแม่หมอตามโอกาสและต้องมาร่วมในงานบุญเลี้ยงผี ประจำปี นอกจากนี้อาจมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในระดับลึกลงไปอีก คือการขอเรียนวิธีเป็นหมอเหยาซึ่งเมื่อแม่หมอยอมรับก็จะศึกษาเกี่ยวกับเครื่องบูชาครู ซึ่งประกอบด้วย พาข้าวสาร บายศรี ไข่ ดอกไม้ เทียนและวิธีการเสี่ยงทาย รวมทั้งศึกษาการท่องกลอนเชิญผี ผู้ที่จะเป็นหมอเหยา จึงมักเป็นคนที่มีความจำดี มีใจรักทางด้านขับกลอนและฟ้อนรำ
 
พิธีกรรมรักษาผู้ป่วยไม่ว่าจะเป็นหมอเหยาหรือหมอลำผีฟ้า อาจเป็นเรื่องงมงายเหลวไหลในสายตาของคนยุคปัจจุบัน ที่มีความคิดในเรื่องการใช้เหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ แต่อย่างไรก็ตาม พิธีกรรมนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งไร้เหตุผลเสียทีเดียว พิธีกรรมที่มนุษย์กำหนดขึ้นนั้น ล้วนเชื่อโยงกับวิถีชีวิตของพวกเขา อย่างเช่นพิธีการรักษาแบบหมอเหยานี้ ซึ่งนอกจากจะมีการฟ้อนขับกล่อมเชิญผีมารักษาซึ่งเปรียบเหมือนการสร้างความเชื่อมั่นในใจของผู้ป่วยด้วยสิ่ง ที่อยู่นอกเหนือจากธรรมชาติ หมอเหยายังเปรียบเสมือนผู้ดูแลจารีตแห่งชุมชน เพราะบางครั้งจะทำนายว่าเหตุที่คน ๆ นั้นป่วยเพราะไปทำผิดผี เช่นเดินผิดที่ผิดทาง หรือพูดจาด่าว่าคนอื่นอย่างไม่มีเหตุผล ส่วนการขับกลอนและเสี่ยงแคนนั้นก็เปรียบได้ว่าเป็นการให้ขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วย นอกจากนี้ก็ยังมีการแลกเปลี่ยน พูดคุย แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่หายขาด แต่บางครั้งก็ได้คำแนะนำที่ดีกลับไป

       ชาวกะเลิง โดยเฉพาะที่บ้านบัว จังหวัดสกลนคร ปัจจุบันนี้ยังดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้มากกว่าชาวกะเลิงที่อื่น ๆ พวกเขาเคยทำการเกษตรตามระบบแต่แล้วในที่สุดพวกเขาก็มีความเชื่อว่า การใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชาวกะเลิงที่บ้านบัวจึงหันกลับ มาตำข้าว ด้วยครก และปลูกต้นหวายเพื่อแลกกับข้าวจากหมู่บ้าน ด้วยระบบวิธีคิดแบบนี้ จึงทำให้บางครั้งเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา หากแต่เป็นเรื่องของความผูกพันกลมเกลียวในชุมชนมากกว่า ที่สานสายใยให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเรียบง่ายเช่นทุกวันนี้ ฯ

เขียนเมื่อ : 22 ก.ค. 2553,15:25   เข้าชม : 8967 ครั้ง

วัฒนธรรมประเพณี » วัฒนธรรมอื่นๆที่น่าสนใจ
บายศรีสู่ขวัญ
เป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสาน ประเพณีสู่ขวัญทำกันแทบทุกโอกาส ทั้งในมูลเหตุแห่งความดีและไม่ดี ชาวอีสานถือว่าเป็นประเพณีเรียกขวัญ ให้มาอยู่กับตัว
ประเพณีไหลเรือไฟโบราณ งานลอยกะโป๋
*ออกพรรษามาม่วนกันครับ* ประเพณีไหลเรือไฟโบราณ งานลอยกะโป๋อยู่ธาตุพนมเฮา
ประเพณีกินดอง
กินดอง เป็นภาษาผู้ไทย แปลว่า การแต่งงาน หญิงชายเมื่อรักใคร่ชอบพอกันแล้ว หากต้องการจะแต่งด้วยฝ่ายหญิง
ขบวนแห่บุญมหาชาติ ธาตุพนม
ขบวนแห่บุญมหาชาติ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม
บุญข้าวจี่
ข้าวจี่ หมายถึงข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วนำมาปั้นเป็นก้อน แล้วเอาไปย่างไฟให้เหลือง วิธีทำข้าวจี่ ทำได้ดังนี้ เอาเกลือโรยข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วเพื่อให้ได้รสกลมกล่อม
แสกเต้นสาก
การแสดงแสกเต้นสากชาวแสกจะไม่แสดงบ่อยนัก ตามประเพณีชาวแสก จะแสดงการเต้นสากในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งตรงกับประเพณี \\\\\\\"กินเตรท\\\\\\\" หรือ \\\\\\\"วันตรุษญวน\\\\\\\"
แห่เทียนเข้าพรรษา
ถ้าใครเอ่ยถึงงานแห่เทียนหรือเทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษาแล้ว ต้องนึกถึงจังหวัดอุบลราชธานี เพราะงานแห่เทียนพรรษาของเมืองอุบล มีชื่อเสียงเป็นที่ รู้จักของทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ
งานนมัสการพระธาตุพนม
งานนมัสการพระธาตุพนมเป็นประเพณีที่ถึอปฏิบัติต่อเนื่องกันมาแต่โบราณกาล จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ไรมาชาวพุทธในลุ่มแม่น้ำโขง เมื่อถึงเดือน 3 ข้างขึ้น
 
 
 
กรุพระธาตุพนม การเดินทางไปพระธาตุพนม งานประจำปี งานพระธาตุพนม, ตํานานอุรังคธาตุ ที่พัก ที่พักในอำเภอธาตุพนม บต้องห่วงดอกอ้าย ประวัติ ประวัติจารึกวัดพระธาตุพนม ประวัติประเพณีไหลเรือฟ้า ประวัติพระธาตุพนม ประวัติสถานที่จัดแสดงโลกของปลาแม่น้ำโขง ประวัติสถานที่ท่องเที่ยวของไทย ประเทศลาว พระธาตุนครพนม พระธาตุพนม พระสมเด็จกรุพระธาตุพนม พานบายศรี รำภู่ไท รูปพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร สมเด็จพระธาตุพนม อำเภอท่าอุเทน เซียมซีพระตุพนม แผนที่จ.นครพนม โรงเรียนพระปริยัติธรรม_วัดพระธาตุพนม โรงแรม ไหลเรือไฟ ไหลเรือไฟนครพนม_53
Copyright © 2015 www.Thatphanom.com   ติดต่อโฆษณา webmaster@thatphanom.com